
ส่องปี 69 วาระครบรอบ 20 ปีสนามบินสุวรรณภูมิ จับตาทอท.ปรับปรุงแผนพัฒนาฉบับใหม่ ชู ‘อาคารผู้โดยสารฝั่งใต้-รันเวย์ 4’ ปั๊มเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร120 ล้านคน/ปี ขณะที่บวท.ยกโมเดลสนามบินอินชอน ดึงระบบ Follow The Green มาใช้
แผนการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคอาเซียน ( Aviation Hub) นั้น ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อกล่าวถึงสนามบินที่เป็นหน้าตาของประเทศอย่าง ‘สนามบินสุวรรณภูมิ’ ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 20 ปีในปี 2569 นี้ หน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องอย่าง บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และหน่วยงานที่ดูแลด้านการจราจรทางอากาศอย่าง บจ.วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ก็มีแผนงานที่จะดำเนินการปรับปรุงยกเครื่องสนามบินแห่งนี้ให้ทันสมัย และผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น
เพราะก็ต้องยอมรับความจริงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงสภาพและการให้บริการของสนามบินที่ค่อนข้างไม่น่าพึงพอใจมากนัก
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) พาไปพลิกแผนพัฒนาของทั้งสองหน่วยงานกัน
@ทอท.ปรับแผนพัฒนา ‘สุวรรณภูมิ’ ใหม่ ผุด ‘อาคารผู้โดยสารด้านใต้-รันเวย์ 4
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่า การศึกษาทบทวนแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประจำปี 2568 ปัจจุบันคืบหน้ากว่า 70 % ซึ่งการศึกษาแผนแม่บทพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิล่าสุด ได้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งสายการบิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ใช้บริการอย่างรอบด้าน โดย จะเป็นการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้านทิศใต้ ประกอบด้วย อาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) และทางวิ่งเส้นที่ 4 (4th Runway) โดยอาคารผู้โดยสารทิศใต้ จะรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 55 ล้านคนต่อปี เมื่อรวมกับกลุ่มอาคารเดิม 70 ล้านคน เป็น 120 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะสอดคล้องกับขีดความสามารถของรันเวย์จำนวน 4 เส้น
โดยแผนแม่บทพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิล่าสุด จะมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ที่ 120 ล้านคน/ปี ซึ่งตรงกับแผนแม่บทฉบับปี 2546 และทุกฉบับที่เคยมีการทบทวนมา ส่วนก่อนหน้านี้ มีการวางแผนจะขยายเป็น 150 ล้านคน/ปี ก็ถือเป็นแนวคิดในช่วงเวลานั้น ซึ่งเมื่อทำการศึกษาแผนแม่บท ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก พบว่า 120 ล้านคนต่อปี เหมาะสมกว่า
“อาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 55 ล้านคนต่อปี ถือเป็นอาคารขนาดใหญ่มากแล้ว เพราะ สนามบินฉงชิ่ง ใหญ่มาก รับไม่เกิน 55 ล้านคนต่อปี การพัฒนาต้องดูความเป็นไปได้ของขนาดพื้นที่ เพื่อให้การบริการเกิดความสะดวกที่สุดด้วย ไม่เช่นนั้น สายการบินก็ไม่อยากมาใช้บริการ” นางสาวปวีณากล่าวตอนหนึ่ง

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรอบแผนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิเดิมจะดำเนินงานระหว่างปี 2569-2575 มี 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท พื้นที่ประมาณ 8.1 หมื่นตร.ม. เพิ่มการรองรับผู้โดยสารอีก 20 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเสนอครม. โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571
2. โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ อยู่ด้านทิศใต้ของสนามบิน หรือ South Terminal มีพื้นที่อาคารหลักประมาณ 4 แสนตร.ม. และอาคารเทียบเครื่องบิน อีก 6 แสนตร.ม. มี 81 หลุมจอดประชิดอาคาร รองรับผู้โดยสารได้ 70 ล้านคนต่อปี
และ 3. โครงการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4 เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 3 รันเวย์ในปัจจุบันที่ 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมงเป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง
ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 201,273.326 ล้านบาท (รวมสำรองราคา 10% ,ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ) ประกอบด้วย
1. กลุ่มงานเขตการบิน ได้แก่ งานก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 และอาคารดับเพลิงและกู้ภัยอากาศยาน ,งานก่อสร้างลานจอดอากาศยานทิศใต้ ,งานก่อสร้างทางขับด้านทิศใต้พร้อมก่อสร้าง isolate Parking วงเงินลงทุนรวม 26,137 ล้านบาท
2. กลุ่มงานอาคารผู้โดยสาร ได้แก่ งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และอาคารเทียบเครื่องบิน , งานก่อสร้างส่วนต่อขยายเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้ ,งานก่อสร้างอาคารจอดรถ อาคารสำนักงาน ด้านทิศใต้ วงเงินลงทุนรวม 125,163 ล้านบาท
3. กลุ่มงานอาคารสนับสนุนและระบบสาธารณูปโภค ได้แก่ งานก่อสร้างอาคารคลังสินค้า ,งานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค ,งานก่อสร้างระบบถนนภายใน , งานปรับปรุงระบบถนนเพื่อก่อสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างด้านทิศเหนือ-ใต้ วงเงินลงทุนรวม 19,705 ล้านบาท
4. งบสำรองราคา (10%) วงเงิน 17,100 ล้านบาท
5. ค่าจ้างงานออกแบบทั้งโครงการ วงเงินรวม 4,950 ล้านบาท
6. ค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ (PMC) วงเงินรวม 2,740 ล้านบาท

@ยกโมเดล ‘อินชอน’ พัฒนาระบบติดตามอากาศยานสูงสุดไปแล้ว
ขณะที่นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บวท.กล่าวว่า สถิติปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศ ของปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 – กันยายน 2568 มีรวม 458,561 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 1,256 เที่ยวบิน/วัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงแต่การขยายศักยภาพของสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น แต่วิทยุการบินฯ จะต้องเร่งนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารการจราจรทางอากาศ เพื่อให้การรองรับปริมาณเที่ยวบินมีประสิทธิภาพและมีความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยตามมาตรฐานสากลด้วย
ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท.กล่าวว่า บวท.เห็นว่าสนามบินอินชอน ที่ประเทศเกาหลีใต้ มีความใกล้เคียงกับประเทศไทย เพราะตอนนี้สนามบินอินชอนมี 4 รันเวย์ ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิแม้ตอนนี้จะมีเพียง 3 รันเวย์ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ทาง ทอท. กำลังมีแผนก่อสร้างรันเวย์ที่ 4 ขึ้น ซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการการควบคุมจราจรทางอากาศในทุกมิติ
“ซึ่งหากดูการพัฒนาสนามบินอินชอน ปัจจุบันทางอินชอนนำระบบติดตามอากาศยาน A-SMGCS (Advanced Surface Movement Guidance and Control System) ซึ่งเป็นระบบนําทางและควบคุมการเคลื่อนที่ของอากาศยาน และยานพาหนะภาคพื้นที่ทันสมัยมาใช้ จากระบบเดิมที่การนำทางภาคพื้นและการควบคุมอากาศยานขึ้นอยู่กับการสื่อสารระหว่างหอบังคับการกับนักบินเป็นหลัก ทำให้มีความสะดวกรวดเร็วและเพิ่มความปลอดภัย และยังเพิ่มขีดความสามารถการรองรับของรันเวย์ได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน สนามบินอินชอนใช้งานระบบ A-SMGCS ใน Level 4 ซึ่งสูงสุดในภูมิภาคนี้แล้ว” รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท.กล่าว

สุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท.
@ใช้ Follow the Green
นายสุรชัยกล่าวต่อว่า ปัจจุบัน บวท.เร่งศึกษาแนวทางการนำเทคโนโลยี Follow The Green นำมาใช้งานที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการขับเคลื่อนอากาศยานขณะที่อยู่บนภาคพื้น โดยใช้ไฟสีเขียวบนทางขับ (แท็กซี่เวย์) ช่วยนำร่อง ชี้นำเส้นทางได้อย่างแม่นยำก่อน ซึ่งจะต้องบูรณาการทำงานร่วมกับ ทอท.ที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบไฟของรันเวย์ทั้งหมด ซึ่งทอท.เตรียมลงนามสัญญากับผู้รับจ้าง รวมถึง ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. (CAAT) เพื่อให้การนำ Follow The Green มาใช้งานและสอดคล้องกับมาตรฐานของ ICAO
สำหรับการทำงานของระบบ Follow The Green นายสุรชัยอธิบายว่า จะใช้ไฟสีเขียวบนพื้นทางขับ เป็น “ไฟนำทางอัจฉริยะ” ตามคำสั่งจากหอควบคุมการจราจรทางอากาศ โดยเชื่อมโยงกับระบบติดตามอากาศยานภาคพื้น ประกอบด้วย ระบบ Surface Movement Radar (SMR) และระบบ Multilateration (MLAT) รวมกับแผนการบิน (Flight plan) ซึ่งจะแสดงผลเป้าอากาศยานภาคพื้นสนามบินได้แบบเรียลไทม์ (real time) และคำนวณหาเส้นทางที่ดีที่สุด โดยเมื่อเชื่อมต่อกับระบบไฟสีเขียวบนพื้นทางขับ ก็จะสามารถส่งสัญญาณไปเปิด/ปิดไฟนำทางได้อัตโนมัติ นำทางอากาศยานขาเข้าจากทางวิ่งไปยังหลุมจอด และนำทางอากาศยานขาออกจากหลุมจอดไปยังทางวิ่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาดจากการสื่อสาร และเกิดความปลอดภัยสูงสุดอีกด้วย
และในขณะเดียวกัน บวท.ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบติดตามอากาศยาน A-SMGCS จาก Level 2 สู่ Level 4 ซึ่งจะช่วยให้นักบินสามารถเคลื่อนที่ไปยังจุดขึ้น–ลงหรือจุดจอดได้อย่างแม่นยำ โดยใช้ไฟนำทางแทนการติดต่อสื่อสารด้วยเสียง รวมทั้งได้พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านควบคุมจราจรทางอากาศและวิศวกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การใช้งานจริง และปรับปรุงวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับปัจจุบันสุวรรณภูมิ มี 3 รันเวย์ รองรับได้รันเวย์ละ 30 เที่ยว/ชั่วโมง รวมทั้ง 3 รันเวย์ รองรับได้ประมาณ 83 เที่ยวบิน/ชั่วโมง ซึ่งตามแผนของสุวรรณภูมิจะขยายไปสูงสุดที่ 94 เที่ยวบิน/ชั่วโมง และเมื่อมี 4 รันเวย์จะสามารถรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้นเป็น 134 เที่ยวบิน/ชั่วโมง ส่วนสนามบินอินชอนรองรับได้เฉลี่ย 25 เที่ยวบิน/ชั่วโมง/ทางวิ่ง โดย 4 รันเวย์ปัจจุบันรองรับได้ 107 เที่ยวบิน/ชั่วโมง

หน้าตาของระบบติดตามอากาศยาน A-SMGCS (Advanced Surface Movement Guidance and Control System) หรือระบบ Follow The Green
ที่สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ใช้งาน
@Follow The Green คืออะไร?
นางสาวจรัญญา สิริปาณี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเขตสนามบินกรุงเทพ บวท. ขยายความระบบ Follow The Green ว่า Follow The Green” เป็นการบริหารจัดการเทคโนโลยีชั้นสูง เป็นระบบนำทางอากาศยานบนภาคพื้น โดยใช้ไฟแท็กซี่เวย์ Taxiway Centerline แสดงเส้นทางผ่านระบบไฟเพื่อนำทางอากาศยานขาเข้าไปยังหลุมจอด และอากาศยานขาออกไปยังทางวิ่งเพื่อวิ่งขึ้น แปลง่ายๆ คือระบบไฟสีเขียว เมื่อเครื่องบินลงสู่ภาคพื้น ระบบไฟจะนำเครื่องบินไปสู่หลุมจอดได้อย่างรวดเร็วและแม่นำยำ แทนที่นักบินจะรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่หอการบิน ที่อาจจะมีคำแนะนำที่ซับซ้อน ก็เปลี่ยนมาเป็นการพูดแค่ว่า “Follow The Green” ซึ่งระบบนี้จะเป็นไฟสีเขียวตามแนวแท็กซี่เวย์ ที่จะให้เครื่องบินเข้าสู่หลุมจอดได้อย่างปลอดภัย โดยจะหยุดเมื่อมีไฟแดง
ซึ่งที่สนามบินอินซอนมีการใช้งานระบบ Follow The Green เช่นกัน โดยพบว่า ช่วยลดความผิดพลาดระหว่างเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ และนักบินได้ถึง 70% ช่วยลดระยะเวลาในการแท็กซี่รวมถึงลดการปล่อยคอร์บอน
ทั้งนี้ ระบบ “Follow The Green” มีชื่อเป็นทางการว่า A-SMGCS นั่นเอง โดยเป็นกรอบแนวทางการใช้งานในมาตรฐานโลก แบ่งเป็น 4 ระดับ
-Level 1 (Enhanced Surveillance) ระบบติดตามอากาศยาน อย่างน้อย เจ้าหน้าที่ ATC ต้องเห็นอากาศยาน
-Level 2 (Control) ระบบจะทราบแผนเส้นทางของอากาศยานแต่ละลำล่วงหน้าและมีการ แจ้งเตือนความปลอดภัย ในกรณีที่อากาศยานรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม
-Level 3 (Planning & Routing) ระบบจะสามารถวางแผนและออกแบบเส้นทางโดยอัตโนมัติสำหรับอากาศยานแต่ละลำ รวมถึงจะสามารถตรวจพบการ Conflict ของเครื่องบินหรือยานพาหนะที่เกี่ยวข้อง แต่ละลำที่อยู่บนภาคพื้นและวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและสามารถเคลื่อนตัวไปสู่เป้าหมายได้อย่างปลอดภัย
-Level 4 (Guidance) เมื่อระบบสามารถคำนวนเส้นทางได้อย่างแม่นยำแล้ว ต้องมีการเปิดฟิดไปนำทาง นั่นคือ Follow The Green
ทั้งหมดนี้ คือแผนงานยกระดับสนามบินหลักแห่งชาติในวาระ 20 ปีของการเปิดใช้งานครั้งแรก
ต้องจับตาดูกันว่า ความตั้งใจดีของทั้งสองหน่วยงาน ทอท.และบวท. จะยกระดับการให้บริการของสนามบินแห่งนี้ได้มากขึ้น จนทำให้ ‘สุวรรณภูมิ’ กลับเข้าสู่การเป็นสนามบินชั้นนำของโลกได้อีกครั้งหรือไม่?
หรือจะซ้ำรอยเดิมจากเหตุผลเดิมๆที่เคยเป็นมา?
ประชาชนผู้โดยสารรัดเข็มขัดจับตากันให้ดี!


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา