
‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ เปิดแนวทาง CJ MORE ดึงสินค้าชุมชนเข้าสู่เครือข่ายค้าปลีกกว่า 2,100 สาขา ผ่านโครงการ ‘CJ STAR ของดีติดดาว’ นำร่อง 14 ผู้ประกอบการ 21 สินค้า เผย 3 วันแรกขาย 5,000 ชิ้น มูลค่า 1.8 แสนบาท ยืนยันไม่มีนโยบายเข้าถือหุ้นหรือให้ผู้ประกอบการกู้เงินเพื่อเร่งขยายกิจการ พร้อมช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์-มาตรฐานสินค้า-ช่องทางตลาด ตั้งเป้าระยะต่อไปผลักดันสินค้าท้องถิ่นสู่ต่างประเทศ
สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินโครงการ “CJ STAR ของดีติดดาว” ของ CJ MORE ซึ่งมีเป้าหมายนำสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ โดยปัจจุบัน CJ MORE มีเครือข่ายกว่า 2,100 สาขา ครอบคลุมมากกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ
ในระยะแรก โครงการคัดเลือกผู้ประกอบการจำนวน 14 ราย รวม 21 ผลิตภัณฑ์ เข้ามาจำหน่าย พร้อมสนับสนุนการพัฒนาสินค้าในหลายด้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น
นายเสถียรกล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเดินทางไปจังหวัดชัยนาทเมื่อประมาณ 4 - 5 เดือนก่อน และมีโอกาสรับประทานขนมเปี๊ยะไส้ส้มโอ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น จึงเกิดแนวคิดว่า ในหลายพื้นที่ของประเทศยังมีสินค้าที่มีศักยภาพ แต่ขาดช่องทางเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่
จากนั้นจึงมอบหมายให้ทีมงาน CJ MORE พัฒนาโครงการขึ้น โดยทีมงานได้รวบรวมสินค้าท้องถิ่นจากพื้นที่ต่าง ๆ หลายร้อยรายการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกและพัฒนาจนเหลือสินค้าที่นำมาจำหน่ายในระยะแรก
ย้ำไม่ถือหุ้น-ไม่ผลักผู้ประกอบการกู้เงิน
ประเด็นสำคัญประการหนึ่งของโครงการ คือรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง CJ MORE กับผู้ประกอบการชุมชน โดยนายเสถียรระบุว่า บริษัทไม่มีแนวทางเข้าไปถือหุ้นหรือเข้าครอบครองกิจการของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ
ขณะเดียวกัน ในช่วงเริ่มต้นมีสถาบันการเงินแสดงความสนใจเข้ามามีส่วนร่วม แต่บริษัทเห็นว่ายังไม่ควรผลักดันให้ผู้ประกอบการรายเล็กเริ่มต้นการขยายกิจการด้วยการกู้ยืมเงิน เนื่องจากอาจสร้างภาระทางการเงินก่อนที่จะสามารถประเมินความต้องการของตลาดได้ชัดเจน
สำหรับค่าธรรมเนียมในการนำสินค้าเข้าสู่ระบบค้าปลีก เบื้องต้นโครงการยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า ส่วนการกำหนดอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GP จะให้ความสำคัญกับการทำให้สินค้าสามารถจำหน่ายและครอบคลุมต้นทุนของผู้ประกอบการได้ก่อน
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากการขยายธุรกิจด้วยการเข้าไปลงทุนหรือถือหุ้นในกิจการท้องถิ่น โดย CJ MORE วางบทบาทตัวเองเป็นช่องทางตลาดและผู้ช่วยพัฒนาศักยภาพสินค้าเป็นหลัก
ช่วยตั้งแต่แพ็กเกจจิ้ง-อย.-ปรับขนาดสินค้า
ทีมงานโครงการระบุว่า การนำสินค้าชุมชนเข้าสู่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่ได้จบเพียงการจัดหาพื้นที่วางจำหน่าย แต่ต้องทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อปรับสินค้าให้เหมาะสมกับตลาดด้วย
ตัวอย่างเช่น การปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้ผู้บริโภคทดลองซื้อได้ง่าย การพัฒนาเทคนิคเพื่อยืดอายุสินค้า การเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนการจัดหาเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิต โดยพยายามไม่เปลี่ยนแปลงกรรมวิธีหรือเอกลักษณ์ดั้งเดิมของสินค้า
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่น การประสานงานเรื่องการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การจัดทำข้อมูลโภชนาการ ฉลากสินค้า และการพัฒนาแบรนด์
ส่วนด้านการตลาด CJ MORE จะใช้ช่องทางสื่อสารของบริษัทช่วยนำเสนอเรื่องราวของผู้ผลิตและที่มาของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภคควบคู่กับการวางจำหน่ายสินค้า
เปิดขาย 3 วัน 5,000 ชิ้น 1.8 แสนบาท
ข้อมูลจากโครงการระบุว่า หลังเริ่มวางจำหน่ายสินค้ากลุ่มแรกประมาณ 3 วัน สามารถจำหน่ายสินค้าได้รวมประมาณ 5,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 180,000 บาท
อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และจะต้องติดตามผลในระยะต่อไปว่าสินค้าแต่ละรายการสามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่องเพียงใด รวมถึงผู้ประกอบการจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับการจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านค้ากว่า 2,100 สาขาได้หรือไม่
นายเสถียรระบุว่า โครงการจะขยายไปยังผู้ประกอบการและสินค้าอื่นเพิ่มเติม โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายสินค้าในประเทศ แต่หากผลิตภัณฑ์มีศักยภาพ ก็ต้องการใช้เครือข่ายและประสบการณ์ทางธุรกิจของกลุ่มคาราบาวช่วยผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ CJ MORE ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญของกลุ่มคาราบาว โดยนายเสถียรมองว่าเครือข่ายร้านค้าปลีกสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการเป็นจุดจำหน่ายสินค้า แต่สามารถเป็นช่องทางเชื่อมผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนเข้ากับตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ได้ด้วย.

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา