
บอร์ดติดตามกองทุน ววน.เยี่ยมชมงานเด่นภาคเหนือ สนช.จับมือเอกชนขยายผลนวัตกรรมสุขภาพและเด็ก
บอร์ดติดตามและประเมินผลกองทุน ววน. และ สกสว. ลงพื้นที่ติดตามนวัตกรรมเด่นที่สร้างผลกระทบของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติที่เชียงใหม่ หลังจับมือเอกชนพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพและเด็ก โดยมีมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 4,660.22 ล้านบาท เตรียมขยายผลการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และให้บริการทั้งในประเทศและเวทีโลก พร้อมดันนวัตกรรมการแพทย์เข้า สปสช.
นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธานคณะกรรมการติดตามติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ผศ. ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ พร้อมกับลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการวิจัยและนวัตกรรมของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ณ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เพื่อเรียนรู้ผลงานเด่นที่สร้างผลลัพธ์และผลกระทบอย่างชัดเจน รวมทั้งทำความเข้าใจกระบวนการ ปัญหา อุปสรค และปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จ เพื่อสังเคราะห์เป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ตลอดจนเป็นข้อมูลประกอบการออกแบบและพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผลหน่วยบริหารและจัดการทุนให้เหมาะสมกับบริบทและสนับสุนนการพัฒนางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า ผลการประเมินโครงการนวัตกรรมรายภูมิภาคแก่กลุ่มเอสเอ็มอี สตาร์ทอัป และวิสาหกิจเพื่อสังคมในปี 2566-2567 มีมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 4,660.22 ล้านบาท ในส่วนของพื้นที่ภาคเหนือ 11 จังหวัด สามารถส่งต่อถึงระดับโลกได้แล้ว 20 ธุรกิจ โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยบ่มเพาะที่สำคัญ นวัตกรรมเด่นที่สร้างผลกระทบ ได้แก่ “แพลตฟอร์มการแนะนำและติดตามผู้ป่วยโรคไมเกรนเสมือนแพทย์เฉพาะทาง” โดย ผศ. นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ประกอบการบริษัท สไมล์ ไมเกรน จำกัด ซึ่งมีระบบรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะเพื่อติดตามข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมของผู้ป่วยแบบอัตโนมัติ และระบบการปรึกษาแพทย์ทางไกลแบบบูรณาการตรวจรักษาแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำในการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมและเฉพาะเจาะจงกับปัจจัยกระตุ้นของแต่ละคน ขณะที่แพทย์ทั่วไปสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยในมาตรฐานใกล้เคียงกับแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท ทั้งยังเชื่อมต่อกับระบบข้อมูลของคลินิกหรือโรงพยาบาลผ่าน API Plug-in ได้โดยตรง ทั้งนี้ รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และเก็บค่าบริการปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท คาดว่าใน 3 ปีแรกจะมีรายได้ 100 ล้านบาท ผู้ใช้งาน 5 แสนราย และจะขยายสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ ส่วนตลาดต่างประเทศขณะนี้มีไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจะขยายไปยังมาเลเซียและฟิลิปปินส์ต่อไป
“กระบวนการผลิตไมซีเลียมของถั่งเช่าสำหรับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ” โดยบริษัท บิสท์ อินโน รีฟอร์ม จำกัด ภายใต้เครื่องหมายการค้า ImuneUp ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพาะเลี้ยงเซลล์ไมซีเลียมที่ควบคุมปริมาณสารสำคัญได้อย่างแม่นยำ สม่ำเสมอ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเสริมสร้างและบำรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยรับผลิตและพัฒนาสูตรสำเร็จรูปให้แบรนด์ลูกค้า เช่น เครื่องดื่มฟังก์ชัน ช็อตบำรุงสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ปัจจุบันมีรายได้ 15 ล้านบาท ผู้ใช้งาน 3 แสนราย คาดการณ์รายได้ 50 ล้านบาทภายใน 3 ปี ส่วนแผนงานในอนาคตจะทดสอบทางคลินิกในมนุษย์สำหรับเห็ดหัวลิงและเห็ดหลินจือ พร้อมขออนุมัติมาตรฐาน อย. และองค์กรกำกับดูแลต่างประเทศ รวมถึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มบำรุงสมองและคลายเครียด/ภูมิคุ้มกัน ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ เช่น อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย โดยมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านวัตถุดิบเสริมภูมิคุ้มกันที่มีผลพิสูจน์ทางคลินิกรองรับภายใน 5 ปี
“3 in 1 EASYKIDS ROBOT KIT” ชุดหุ่นยนต์สำหรับสื่อการเรียนรู้และฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3 ภาษา โดยบริษัท อีซี่คิดส์ โรโบติกส์ จำกัด มีบทเรียนออนไลน์รองรับ 3 ภาษา เพื่อให้ผู้เรียนอายุ 6-18 ปี เรียนรู้ได้ทั้งในและนอกห้องเรียน ปัจจุบันมีรายได้จากการจำหน่ายชุดหุ่นยนต์และคอร์สเรียนออนไลน์มูลค่า 70 ล้านบาท คาดว่าใน 3 ปีแรกจะมีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้งาน 200 โรงเรียน โดยจะขยายตลาดจากโรงเรียนภาครัฐสู่โรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ ผู้ปกครอง องค์กรและหน่วยงานที่สนใจ รวมถึงผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป เพื่อยกระดับการเรียนรู้ด้าน Coding เพิ่มการเข้าถึงสื่อการศึกษาคุณภาพ พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงระบบและการคิดวิเคราะห์ของเด็กไทย มุ่งสู่การเป็นนวัตกรรมการศึกษาและการเรียนรู้อย่างแท้จริง และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจ EdTech ประเทศไทย

“ระบบความเป็นจริงเสมือน (VR) เพื่อพัฒนาทักษะการเข้าสังคมสำหรับเด็กกลุ่มอาการออทิสซึม” โดยห้างหุ้นส่วนจํากัด เฟรนส์ ดี ดี ได้สร้างห้องแล็บพฤติกรรมจำลองให้เด็กเรียนรู้และฝึกฝนอย่างปลอดภัย เห็นผลรวดเร็วภายใน 8-10 สัปดาห์ ด้วยเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ ระบบจำลองสถานการณ์การเข้าสังคมจริงที่ปรับระดับความท้าทายได้ ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยตรวจจับทิศทางการมองและการสบตาเพื่อวิเคราะห์การจดจ่อของเด็กแบบเรียลไทม์ และระบบติดตามผลการตอบสนองจากระยะไกล ซึ่งช่วยลดภาระในโรงพยาบาลได้กว่าครึ่ง ปัจจุบันมีเด็กรับการฝึกกว่า 1,400 คน ทำภารกิจสำเร็จถึงร้อยละ 70 สร้างรายได้จากการขยายผลปีละ 2.97 ล้านบาท คาดว่าจะมีรายได้ 10 ล้านบาทภายใน 3 ปี โดยวางแผนส่งมอบให้สถานพยาบาลและศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศตั้งแต่คลินิกขนาดเล็ก ระดับกลาง จนถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและโรงพยาบาลทหารผ่านศึกซึ่งได้นำไปใช้กับผู้ป่วยสโตรกด้วย รวมถึงให้ผู้ปกครองเข้าถึงซอฟต์แวร์ที่บ้าน และส่งออกโปรแกรมแปลภาษาในเวทีโลก
“มรดกอาหารเชียงใหม่ สูตรอาหารที่หายไป” โดยบริษัท รักษ์วัฒนธรรมเชียงใหม่ จำกัด มุ่งฟื้นฟูและยกระดับผักพื้นเมืองไทยผ่านแนวคิด pop-up dining ถ่ายทอดภูมิปัญญาอาหารเป็นยาควบคู่กับการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวและผักริมรั้วในระดับชุมชน เพื่อสร้างการกระจายรายได้ตลอดห่วงโซ่อุปทานและรักษารากฐานความหลากหลายทางชีวภาพของอาหารอย่างยั่งยืน รายได้ปัจจุบันมีมูลค่า 4.67 ล้านบาท คาดภายใน 3 ปีมีรายได้ 14.4 ล้านบาท มีผู้ได้รับประโยชน์ 2,752 คน
ทั้งนี้ คณะกรรมการติดตามติดตามและประเมินผลฯ ได้เสนอแนะเรื่องการขับเคลื่อนและยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ของไทยและผู้ประกอบการสตาร์ทอัปด้วยการวิจัยและนวัตกรรม สร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นเรือธงของประเทศและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน สินค้าและบริการของประเทศเข้าถึงระดับโลกโดยคงอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างแท้จริง รวมทั้งสนับสนุนระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยมากขึ้น และนำนวัตกรรมด้านการแพทย์เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ สปสช.


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา