
อยู่กินฉันสามีภรรยาทั้งพฤตินัย-นิตินัย ! 'รอง ผบช.ก. - ผบก.ปอศ.' แถลงความคืบหน้า-แนวทางการดำเนินคดีเงิน 'มูลนิธิองค์กรทำดี' - 'บุ๋ม-ปนัดดา' ให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ อ้าง สับสนเบิกจ่ายเงิน-ธุรกรรมจำนวนมาก - 'ก๊อต-อธิป' สามี ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อ้าง 'บุ๋ม' สั่งให้ทำ เปิดเส้นเงิน 3 บัญชีหลัก 527 ล้าน จากทั้งหมด 815 ล้าน ส่วนใหญ่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ทั้งโอนให้สามี-ช่างเอ๋ ผ่านนิติบุคคล 2 แห่ง ซื้อเครื่องประดับ-กระเป๋าแบรนด์เนม-ประกันชีวิต-ชำระบัตรเครดิต-ผ่อนบ้าน-ค่าส่วนกลาง พบ โยง 'กก.มูลนิธิฯ-นักธุรกิจเชียงใหม่'
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) ได้รับมอบหมายจากพล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ให้เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรณีฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมปี 60 เงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี
พล.ต.ต.สุวัฒน์กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนและเชื่อมั่น บช.ก. จะดำเนินการตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตามกระแสหรือความรู้สึก
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีเงินมูลนิธิองค์กรทำดี ว่า น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธ ทั้ง 3 ข้อหาหลัก แต่ยอมรับข้อเท็จจริงว่า ตัวเองเป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงินและใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แต่อ้างว่า มีความสับสนในการเบิกจ่ายเงิน เนื่องจากธุรกรรมที่มีจำนวนมาก ส่วนนายอธิป อนันทวรรณ หรือ ก๊อต สามี เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายการฉ้อโกงประชาชน แต่มีพฤติกรรมโยกย่ายถ่ายเททรัพย์สิน หรือ รับโอนเงิน ซึ่งเป็นพฤติกรรมในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่า ธุรกรรมที่ทำไปเพราะน.ส.ปนัดดาเป็นคนสั่ง
“แต่พฤติกรรมจากการสืบสวนสอบสวนพบว่า น.ส.ปนัดดาและนายอธิปยังมีพฤติกรรมอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา ทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัย”พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า ในส่วนของแนวทางการดำเนินคดี แบ่งออกเป็น 3 วง วงแรก เป็นการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาหลัก คือ น.ส.ปนัดดาและนายอธิป วงที่สอง คือ คณะกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดี ช่างเอ๋และช่างเอ็น ซึ่งต้องพิจารณาว่า มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือไม่ เป็นพยานใกล้ชิดเหตุการณ์ หรือ เป็นผู้ต้องหาที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดมูลฐานฟอกเงิน และวงที่สาม คือ มีเส้นเงินไปชนกับบุคคลต่างๆ เช่น บิดา นักธุรกิจที่เชียงใหม่ หรือ บุคคลที่ตรวจพบเจอในภายหลัง

@ ไล่ไทม์ไลน์ตั้งมูลนิธิฯ - เปิดแผนปทุษกรรม – กางเส้นเงิน 3 บัญชี 527 ล้าน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า สำหรับการสืบหาทรัพย์ของชุดสืบสวนเพื่อมาประกอบการดำเนินคดีตามมูลฐานความผิดฟอกเงิน พบว่าพฤติกรรมการกระทำความผิดของบุคคลและกลุ่มบุคคลดังกล่าวฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดย บก.ปอศ.ได้สืบสวนในเชิงลึกพบว่า ขั้นตอนและวิธีการจัดตั้งนิติบุคคลต่างๆ ปรากฏตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
-
วันที่ 23 พ.ย.58 น.ส.ปนัดดาได้มีการเชิญชวนให้คนบริจาคตามสื่อออนไลน์โดยอ้างว่า นำเงินบริจาคมาใช้ในกิจการการกุศล บริจาคให้กับคนเดือดร้อนในหลายกิจกรรม ผ่านบัญชีธนาคารที่น.ส.ปนัดดาเปิดขึ้น ชื่อบัญชีกองทุนองค์กรทำดี ซึ่งเป็นบัญชีส่วนตัวของน.ส.ปนัดดา
-
วันที่ 12 ธ.ค.60 ได้มีการสร้างเฟสบุ๊กชื่อว่า องค์กรความดี ยังเชิญชวนให้ประชาชนโดยทั่วไปเข้าไปบริจาค โดยใช้บัญชีเดิมที่น.ส.ปนัดดาเคยทำไว้เมื่อปี 58
-
วันที่ 30 มี.ค.65 เมื่อมียอดเงินบริจาคเพิ่มขึ้นมามากขึ้น น.ส.ปนัดดาได้จัดตั้งมูลนิธิองค์กรทำดี และมีน.ส.ปนัดดา เป็นประธานมูลนิธิ และกรรมการรวม 5 ราย โดยจดทะเบียนกับนายทะเบียนท้องที่เขตบางเขน
-
วันที่ 29 เม.ย.65 ได้มีการเปลี่ยนเฟสบุ๊กจากองค์กรทำดี เป็นมูลนิธิองค์กรทำดี
-
วันที่ 25 ก.ค.65 ได้มีการเรียกประชุมกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อให้การรับรองนำบัญชีส่วนตัวของน.ส.ปนัดดาที่ได้เปิดไว้เมื่อปี 58 เลขบัญชีลงท้ายด้วย 903 มาเป็นบัญชีหลักเพื่อรับบริจาคและยังคงเปิดบริจาคเงินจากประชาชนโดยทั่วไป และในวันเดียวกันได้มีการประชุมเพื่อให้เปิดบัญชีในนามมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งเป็นไปตามหลักการเปิดบัญชีกับสถาบันการเงิน
-
วันที่ 27 ก.ค.65 ได้ไปเปิดบัญชีกับธนาคารใช้ชื่อว่า บัญชีมูลนิธิองค์กรทำดี หลังจากนั้นมีการเปิดรับบริจาค 2 บัญชีควบคู่กันโดยไม่มีการยกเลิกบัญชีเดิม
-
วันที่ 31 ธ.ค.65 ได้โพสต์เฟสบุ๊กเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคในบัญชีที่นิติบุคคลเปิดขึ้น
-
วันที่ 3 มิ.ย.68 เป็นช่วงที่มีความคิดที่จะย้ายมูลนิธิองค์กรทำดีจากเขตบางเขตไปท้องที่ปทุมธานี โดยมีการซื้อที่ดินรองรับไว้และจะเริ่มก่อสร้างมูลนิธิฯ น.ส.ปนัดดาจึงมีการเปิดบัญชีอีก 1 บัญชี ซึ่งไม่ใช่บัญชีมูลนิธิฯ หรือ บัญชีส่วนตัว แต่ใช้ชื่อบัญชีว่า สมทบสร้างมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งน.ส.ปนัดดาเป็นผู้มีอำนาจและเป็นบัญชีของน.ส.ปนัดดาเปิดรับบริจาคเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนทั้งบริจาค ทั้งสร้างมูลนิธิ
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า ดังนั้น บัญชีที่รับบริจาคทั้งหมดมี 3 บัญชี บัญชีแรกเป็นบัญชีของน.ส.ปนัดดา บัญชีที่สอง บัญชีมูลนิธิองค์กรทำดี และบัญชีที่สาม เป็นบัญชีของน.ส.ปนัดดา หรือ บัญชีสมทบสร้างมูลนิธิฯ ซึ่งทั้งสามบัญชี น.ส.ปนัดดาเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายทั้งสิ้น และจากข้อมูลในเชิงลึกพบว่า เงื่อนไขการสั่งจ่ายกับธนาคาร น.ส.ปนัดดาเป็นผู้ไปทำไว้กับสถานบันการเงิน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวนและการวิเคราะห์เส้นทางการเงินพบว่า ตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งถึงปัจจุบันพบว่า ทั้งสามบัญชีหลัก มีการเชิญชวนให้คนบริจาคและมีผู้บริจาคทั้ง 3.2 ล้านครั้ง จากบัญชีทั้งหมด 1 ล้านบัญชี (1 บัญชีบริจาคหลายครั้ง) รวมเป็นเงิน 815 ล้านโดยประมาณ
“ระหว่างนั้นได้มีการทำธุรกรรมโยกย้ายเงินจากบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดีไปบัญชีส่วนตัว หรือบัญชีกองทุน และโยกจากบัญชีกองทุนย้อนกลับมาบัญชีสมทบ ซึ่งเป็นบัญชีส่วนตัวของน.ส.ปนัดดาทั้งสิ้น เนื่องจากข้อบังคับของมูลนิธิฯ มีข้อจำกัดในบางกรณีในการทำธุรกรรมเบิกจ่ายเงิน เพราะการเบิกจ่ายเงินเกิน 5 แสนบาท ต้องผ่านคณะกรรมการมูลนิธิฯ อาจจะมีข้อยกเว้นบางกรณีจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นแผนประทุษกรรมที่ถูกทำขึ้นเพื่อให้มีความสะดวกในการโยกย้ายเงินออกจากบัญชีหลักทั้งหมด”พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า หลังจากนั้น ได้ตรวจสอบพบว่า เงินทั้งสามบัญชีถูกโยกย้ายถ่ายเทไปใช้ในกิจการของมูลนิธิองค์กรทำดีบ้าง และส่วนใหญู่ถูกใช้ไปในกิจกรรมส่วนตัว หมายความว่า หลายกรณีถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิองค์กรทำดี
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า บัญชีแรกซึ่งเป็นบัญชีหลักมียอดเงินโอนรวมกันกว่า 600 กว่าล้านบาท พบว่า ถูกใช้ไปในกิจกรรมหลักเท่าที่ได้ตรวจสอบพบ ณ วันนี้ ทั้งหมด 12 กิจกรรม รวมมูลค่า 520.7 ล้านบาท เช่น บัญชีแรก โอนเข้าบัญชีน.ส.ปนัดดาที่มีการเปิดบัญชีไว้รองรับต่างหากอีก 9 บัญชี เป็นเงินรวม 243 ล้านบาท
“บัญชีที่สอง รายการที่สอง เป็นการโอนให้กับนายอธิป สามี ที่เปิดไว้ 3 บัญชี รวมเป็นเงิน 99 ล้านบาท นอกจากนั้นยังพบว่า มีการโอนให้บิดา 21 ครั้ง เป็นเงินรวม 4.6 ล้านบาท มีการโอนให้กับช่างก่อสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต 18 ล้านบาท และพบว่าอีกหนึ่งเส้นเงิน มีการโอนให้กับหนึ่งในคณะกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดี เป็นเงิน 36 ล้านบาท และโอนให้กับนิติบุคคล 2 แห่งที่จัดตั้งโดยช่างเอ๋ นิติบุคคลแรก 2.4 ล้านบาท และนิติบุคคลแห่งที่สอง 17 ล้านบาท”พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า สาม พบว่ามีการโอนเงินไปซื้อประกันชีวิต ซึ่งมีน.ส.ปนัดดาเป็นผู้รับผลประโยชน์ 1 ครั้ง 10 ล้านบาท และมีการโอนเงินไปซื้อกองทุนจำนวน 6 กองทุน รวมเป็นเงิน 24 ล้านบาท และโอนเงินจากบัญชีกองทุนไปซื้อเครื่องประดับ เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม 2.7 ล้านบาท และพบว่ามีการถอนเงินออกจากบัญชีไปยังเคาท์เตอร์ธนาคาร 30 ครั้ง เป็นเงิน 42 ล้านบาท นอกจากนั้นมีการนำเงินจากบัญชีกองทุนไปชำระบัตรเครดิต จำนวน 2 ใน ของน.ส.ปนัดดา จำนวน 251 ครั้ง เป็นเงิน 19 ล้านบาท
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า เส้นบัญชีที่สอง เป็นบัญชีกองทุนมูลนิธิองค์กรทำดี มีการโยกย้ายเงินจากบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดีไปบัญชีส่วนตัวของน.ส.ปนัดดาไปแล้วหลายครั้ง รอบแรก 101 ล้านบาท ที่เหลือมีการโอนไปบัญชีน.ส.ปนัดดาอีก 3 ครั้ง จำนวน 6 ล้านบาท โอนเงินไปบัญชีของนายอธิป 15 ครั้ง 23 ล้านบาท และมีการถอนเงินจากเคาท์เตอร์ธนาคารเจ้าของบัญชีอีก 16 ครั้ง 21 ล้านบาท และบางส่วนนำเงินไปชำระค่าผ่อนที่พักอาศัย ค่าส่วนกลางอีกประมาณ 3 แสนบาท
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า บัญชีที่สาม ชื่อ บัญชีสมทบสร้างมูลนิธิองค์กรทำดีแห่งใหม่ ปทุมธานี พบว่า ส่วนหนึ่งมีการโอนไปบัญชีน.ส.ปนัดดา 44 ครั้ง 12 ล้านบาท โอนให้นายอธิป 5 แสนบาท และส่วนหนึ่งโอนไปยังนักธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ 8 แสนบาท
“รวมทั้งหมดที่ตรวจพบปัจจุบันมีเงินที่ถูกนำออกจากบัญชีรับบริจาคทั้งหมด 3 บัญชี เป็นเงินรวม 527 ล้านบาทโดยประมาณ”พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา