
‘ศาลอุทธรณ์’ ยืนจำคุก ‘อดีตนายก อบต.ไทรน้อย’ 3 ปี 4 เดือน ‘รอการลงโทษ’ 2 ปี คดีกำหนด ‘ทีโออาร์’ จัดซื้อกล้อง CCTV เอื้อประโยชน์ผู้เสนอราคาบางราย
..........................................
เมื่อวันที่ 27 ต.ค สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่สรุปผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน ก.ย.2569 ว่า เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2568 ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 1157/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 22313/2568 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายหยด เอี่ยมอาจ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี กับพวก (จำเลยที่ 1-3) ในคดีกำหนดคุณลักษณะเฉพาะโครงการจัดซื้อกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมติดตั้ง เอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคาบางราย
คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น (ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1) เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 (นายไพรัตน์ วิพัฒน์ครุฑ) หนึ่งในสาม ตาม ป.อ.มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 8 เดือน และปรับ 13,333 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 074/2569 เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่ฎีกาคำพิพากษาคดีอาญา
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 12/2563 เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2563 มีมติชี้มูลความผิด นายหยด เอี่ยมอาจ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี กับพวก กำหนดคุณลักษณะเฉพาะโครงการจัดซื้อกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมติดตั้ง เอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคาบางราย โดยมีมูลความผิดทางอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86, 157 (เดิม) , พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ,พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) มาตรา 12 และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป
ต่อมาวันที่ 15 มี.ค.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 83/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 43/2566 โดยในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ศาลฯ พิพากษาว่า จำเลยทั้งสาม มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 (เดิม) พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ม.123/1 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท
จำเลยที่ 2 (นายไพรัตน์ วิพัฒน์ครุฑ) ให้ลงโทษตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เป็นเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 13,333 บาท และให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี เนื่องจากสภาพแห่งความผิดกับทั้งความเสียหายที่รัฐได้รับความเสียหายมีจานวนไม่มากนัก
กับทั้งการกระทำของจำเลยทั้งสาม เป็นเพียงการประพฤติมิชอบ และการเร่งดำเนินการจัดซื้อกล้องวงจรปิดในโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด แม้จะเป็นความผิดข้างต้น แต่ก็เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม ทั้งทางการไต่สวนไม่ปรากฏว่า มีปัญหาการใช้งานของกล้องวงจรปิดตามที่มีการจัดซื้อนี้แต่อย่างใด เมื่อจำเลยทั้งสามไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสามได้กลับตนเป็นพลเมืองดี เพื่อบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์แก่ครอบครัวและสังคมต่อไป
ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 นั้น ศาลฯพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 (นายหยด เอี่ยมอาจ) และที่ 3 (นายภวัต บุญทิต) มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 อีกด้วย ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ.มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท
คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและคำเบิกความของจำเลย 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง และจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม และลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 66,666 บาท คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท และรอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา