
ทอท.ปิดดีล บริษัทลูก AOTGA หลังครม.เคาะผลประมูลเป็นผู้คว้างานผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 มูลค่า 6.7 หมื่นล้านบาท สัมปทาน 25 ปี ต้นปี 70 เริ่มให้บริการ บิ๊กทอท.เผยสัมปทาน 25 ปีไม่นาน เพราะใช้เงินลงทุนสูง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 8 ตุลาคม 2569 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) และบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ได้ร่วมลงนามในสัญญาการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง (Ground Support Equipment: GSE) และโครงการให้บริการคลังสินค้า (Cargo) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 มูลค่า 67,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ โดยมี นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT และนายสิริวัฒน์ โตวชิรกุล ผู้จัดการใหญ่ AOTGA เป็นผู้ลงนามในสัญญาการร่วมลงทุน พร้อมด้วย นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด AOT และพลเอก ศุภวัฒน์ เชิดธรรม ประธานกรรมการบริษัท AOTGA ตลอดจนผู้บริหารของทั้ง 2 บริษัทร่วมเป็นสักขีพยาน
ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ AOT ให้ข้อมูลว่า การลงนามในสัญญาการร่วมลงทุนของทั้งสองโครงการนี้ AOT ได้ดำเนินการตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 (พ.ร.บ.ร่วมลงทุนฯ 2562) โดยบริษัท AOTGA เป็นผู้ยื่นข้อเสนอการดำเนินงาน และได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เข้าดำเนินการทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ให้ความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยความร่วมมือของ 2 หน่วยงานมุ่งเน้นที่จะเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับและเพิ่มทางเลือกให้กับบริการสายการบิน รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทำให้การให้บริการภายในท่าอากาศยานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการหยุดชะงัก ตามแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) และสามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินและสินค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพการให้บริการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ รองรับการขยายตัวของธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ของประเทศในอนาคตต่อไป
@ปี 70 เปิดให้บริการ สัมปทาน 25 ปี
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ทอท.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.(AOT) หลังลงนามสัญญาทาง AOTGA จะเตรียมอปุกรณ์และบุคลากร คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในต้นปี 2570 ส่วนคลังสินค้า จะเร่งดำเนินการก่อสร้างคลังสินค้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 18 เดือน
การมีผู้ให้บริการรายที่ 3 เป็นไปตามมติครม.ที่กำหนดให้มีเมื่อผู้โดยสารเกินกว่า 45 ล้านคนต่อปี ซึ่งปัจจุบันสุวรรรภูมิมีผู้โดยสารเกิน 60 ล้านคนต่อปีแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องมีผู้ให้บริการเพิ่ม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ และในสัญญา ของ AOTGA ผู้ให้บริการรายที่ 3 นั้นนอกจากมีการกำหนดประสิทธิภาพการให้บริการ เป็นการประเมินผล (KPI) แล้วยังมีการกำหนดค่าปรับไว้ด้วยกรณีที่ไม่สามารถทำได้ตาม ที่ KPI กำหนดซึ่งมีหลานข้อ เช่น ความเร็วของการขนส่งกระเป๋าสัมภาระเกินกว่ากำหนด การให้บริการต่าง ซึ่งหากประเมินต่ำกว่า KPI จะถูกปรับเป็นเงิน ไปจนถึงการยกเลิกสัญญา ซึ่งเงื่อนไขนี้จะเพิ่มในการผู้ให้บริการรายที่ 2 ที่จะประมูลใหม่ ก็ได้เพิ่มเงื่อนไขค่าปรับไปด้วย ดังนั้น ก็จะเหลือสัญญาของการบินไทยรายเดียวที่มีเพียง KPI แต่ไม่มีค่าปรับ
ส่วนคำถามว่า ระยะสัญญา 25 ปี ค่อนข้างนานไป สามารถปรับให้ระยะเวลาสั้นลงได้หรือไม่ นางสาวปวีณาการกล่าวว่า โครงการเหล่านี้ใช้เงินลงทุนสูง และการควบคุมเรื่องค่าบริการที่เหมาะสมทำให้ใช้เวลากว่าจะคุ้มทุน จึงคำนวนเวลาที่เหมาะสมไปที่ 25 ปี เป็นเหตุเป็นผลและทอท.ดำเนินการตามหลักพ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุน พ.ศ. 2562
“การมีผู้ให้บริการรายที่ 3 จะแบ่งเบาและเพิ่มทางเลือกให้สายการบิน จากเดิมที่มีผู้ให้บริการเพียง 2 ราย สายการบินไทยไม่มีทางเลือกและขีดความสามารถไม่เพียงพอ ทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เที่ยวบินดีเลย์” นางสาวปวีณาระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา