
‘สำนักงาน กสทช.’ เตรียมจัดประชุม ‘บอร์ด กสทช.’ 8 ต.ค. นี้ ด้าน ‘ประธานฯ’ แจ้งลา ขณะที่ ‘ศาลแพ่ง’ ยกฟ้อง‘4 กสทช.-อิศราฯ’ คดี ‘สรณ’ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 20 ล้าน
...................................
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้เตรียมดำเนินการจัดการประชุม กสทช. ในวันที่ 8 ต.ค. 2569 ตามที่ กสทช. ทั้ง 6 ท่าน แจ้งมายังสำนักงาน กสทช. โดยสำนักงานฯ ได้เสนอผู้มีอำนาจจัดประชุมตามระเบียบแล้ว และได้รับแจ้งจาก ประธาน กสทช. ติดภารกิจ ขอลาการประชุม
ก่อนหน้านี้ นายไตรรัตน์ ได้ทำหนังสือบันทึกด่วนที่สุด เรื่อง ขอเชิญประชุม กสทช. แจ้งไปยัง กรรมการ กสทช. โดยหนังสือระบุว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เชิญกรรมการ กสทช. ร่วมประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ในวันที่ 8 ต.ค.2569 เวลา 09.30-16.30 น. ณ ห้องประชุมสายลม 1121 ชั้น 12 อาคารอำนวยการ สำนักงาน กสทช. (อ่านประกอบ : นัดประชุม'กสทช.'2 วง‘วันเดียวกัน’! 'สรณ'เชิญ'6 กรรมการ'ร่วมถก‘บอร์ด’8 ต.ค.-นั่งหัวโต๊ะเอง)
วันเดียวกัน (7 ต.ค.) ศาลแพ่ง นัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ พ.5748/2567 ซึ่งเป็นคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เป็นโจทก์ ฟ้อง 4 กสทช. ได้แก่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจริญ (จำเลยที่ 1) ,ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต (จำเลยที่ 2) ,รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย (จำเลยที่ 3) ,รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ (จำเลยที่ 4) และบริษัท อิศรา ไทยเพรส เดเวลอปเมนท์ จำกัด (จำเลย 5) เรื่องละเมิด, ไขข่าว เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท
คดีนี้ ศาลฯ พิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1-4 โดยศาลฯวินิจฉัยว่าสรุปได้ว่า ประเด็นที่ปรากฏตามข่าวทั้ง 6 ประเด็นนั้น ศาลฯวินิจฉัยว่า บางประเด็น จำเลยที่ 1-4 ให้ข่าวต่อสำนักข่าวอิศราเป็นละเมิดต่อโจทก์ บางประเด็นไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1-4 เป็นกรรมการ กสทช. มีหน้าที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงติชมการทำหน้าที่ของโจทก์ (ศ.คลินิก นพ.สรณ) ตามคลองธรรมได้ เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1-4 ให้ข่าวโดยมีเจตนาการกลั่นแกล้งโจทก์ จึงไม่เป็นละเมิด พิพากษายกฟ้อง
ส่วนจำเลยที่ 5 (บริษัท อิศรา ไทยเพรส เดเวลอปเมนท์ จำกัด) นั้น พยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ว่า บริษัทฯ จำเลยที่ 5 ไม่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข่าวตามฟ้อง แต่เป็นสำนักข่าวอิศรา ซึ่งอยู่ในกำกับของสถาบันอิศรา ซึ่งก่อตั้งโดยมูลนิธิฯ มาตั้งแต่ปี 2554 ก่อนบริษัทฯ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2565 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ดังนั้น จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง
สำหรับคดี โจทก์ (ศ.คลินิก นพ.สรณ) ฟ้องว่าจำเลยที่ 1-4 (กรรมการ กสทช.) ได้ร่วมกันแถลงข่าวและเผยแพร่เอกสารประกอบการแถลงข่าวต่อสาธารณชนและส่งมอบข้อมูลให้จำเลยที่ 5 เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ของจำเลยที่ 5 โดยข้อความเอกสารต่างๆ ของจำเลยและการพาดหัวข่าวของจำเลยที่ 5 มีลักษณะเป็นการใส่ความทำให้โจทก์เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง
มีเจตนาให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าโจทก์มีพฤติกรรมไม่โปร่งใส ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.“โจทก์พยายามที่จะรวบอำนาจในการบริหารจัดการสำนักงาน กสทช. แต่เพียงผู้เดียว โดยเห็นได้จากกระบวนการแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. แทนตำแหน่งที่ว่างเว้นเป็นระยะเวลานานเกือบ 4 ปี โดยพยายามที่จะกล่าวอ้างและใช้อำนาจเฉพาะตัวโจทก์แต่เพียงผู้เดียวในการแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. คนใหม่ ซึ่งขัดกับระเบียบของ กสทช.ฯ ที่กำหนดให้ประธานกรรมการ โดยความเห็นชอบของที่ประชุม กสทช. เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ กสทช. ซึ่งหมายถึง กสทช. ทั้งคณะ ไม่ได้ให้อำนาจประธาน กสทช. แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น"
2."โจทก์ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามมติที่ประชุม กสทช. ทั้งๆที่โจทก์เองก็ได้เข้าร่วมประชุมและลงมติในการประชุมนั้นด้วย เช่น มติ กสทช. ครั้งที่ 12/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนตัวผู้รักษาการเลขาธิการ กสทช. จากนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ เป็น ผศ.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ ภายหลังจากที่ประชุม กสทช. มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้เปลี่ยนตัวรักษาการเลขาธิการฯ แล้ว
โจทก์เองกลับไม่ยอมลงนามในคำสั่งแต่งตั้งรักษาการเลขาธิการ กสทช. คนใหม่ ตามมติที่ประชุม กสทช. ทั้งๆ ที่ตัวโจทก์เองก็ได้ลงมติเห็นชอบให้เปลี่ยนตัวผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ดังกล่าวด้วยเช่นกัน การที่โจทก์ปฏิเสธที่จะลงนามในตำราสั่งดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของสำนักงาน กสทช."
3."ไม่นำวาระปรับปรุงโครงสร้างสำนักงาน กสทช. เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม กสทช. ทั้งๆที่ กสทช. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการไปแล้ว แต่กลับมีเจตนาข้ามวาระนี้ ทำให้เป็นวาระตั้งแต่การประชุม กสทช. ครั้งที่ 14/2566 วันที่ 26 มิถุนายน 2566 ส่งผลให้เกิดความล่าในการปรับปรุงโครงสร้าง"
4."ไม่ยอมให้กรรมการ กสทช. พิจารณางบประมาณรายจ่ายของสำนักงาน กสทช. ประจำปี 2567 ตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยงบประมาณที่ กสทช. มีมติเห็นชอบปฏิทินงบประมาณที่กำหนดขั้นตอนการดำเนินการไว้ชัดเจนว่าจะต้องเสนอให้ที่ประชุมกรรมการ กสทช. เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ก่อนที่จะส่งไปยังคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (คณะกรรมการ ดีอีเอส) แม้ว่ากรรมการ กสทช. 4 คนจะทักท้วงแล้ว แต่ก็ไม่ฟัง
และเมื่อนายไตรรัตน์ฯ รักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้กระทำการข้ามขั้นตอน โดยส่งให้คณะกรรมการดีอีเอสพิจารณา ผลปรากฏว่า คณะกรรมการดีอีเอส ไม่รับพิจารณาให้ความเห็น และส่งเรื่องกลับมายังสำนักงาน กสทช. และด้วยเงื่อนไขของเวลาที่ใกล้จะสิ้นปึงบประมาณ โจทก์มีความพยายามจะบีบให้กรรมการ กสทช. อนุมัติงประมาณฯ ทั้งๆ ที่เป็นการดำเนินการที่ผิดขั้นตอนและไม่ละเอียดรอบคอบเท่าที่ควร โดยไม่ยอมให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองบประมาณที่มีผู้แทนจากกรรมการ กสทช. ทุกคนเข้าร่วม"
5."ไม่บรรจุวาระสำคัญเข้าสู่การพิจารณาในการประชุม กสทช. ทำให้ภารกิจต้องหยุดชะงักในหลายเรื่อง"
6."กำหนดวันนัดประชุม กสทช. เอง โดยไม่ปรึกษา กสทช. ทุกคน และแจ้งกำหนดวันนัดประชุมล่วงหน้ากระชั้นชิด รวมถึงการนัดประชุมในวันที่ทราบอยู่แล้วว่ากรรมการบางคนติดภาระกิจแม้ว่าในข้อบังคับการประชุม กสทช. จะกำหนดว่า ให้ประธาน กสทช. นัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่ที่ผ่านมาในระยะหลายปี เป็นที่ทราบว่า กสทช. จะมีการประชุมกันทุกวันพุธ
และมีตารางนัดหมายล่วงหน้าเป็นเวลานาน (เป็นเดือน) เว้นแต่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาโจทก์กลับไม่ยอมแจ้งกำหนดการประชุมตามธรรมเนียมปกติทั่วไปที่เคยปฏิบัติมาและเมื่อกรรมการ กสทช. ไม่ได้เข้าร่วมประขุม/องค์ประชุมไม่ครบ ก็จะกล่าวอ้างว่าเป็นความผิด/ความขัดแย้งของกรรมการ กสทช."
โจทก์มีคำขอให้
1.ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกัน ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น
2.ให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิด ไขข่าวแพร่หลายต่อชื่อเสียงและทางทำมาหาได้ของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเป็นคำสั่งห้ามจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์อีกต่อไป
3.ให้จำเลยทั้งห้าลบการเผยแพร่ข้อมูลและเอกสารแถลงข่าว พาดหัวข่าวที่เป็นปัญหาในเว็บไซต์และสื่อของจำเลยที่ 5 หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายวัน วันละ 10,000 บาท
4.ให้จำเลยทั้งห้าลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์รายวัน (ช่อง 3, 5, 7, 9, 11, 22 เนชั่นทีวี , 32 ไทยรัฐทีวี, 34 อัมรินทร์ทีวี, 36 พีพีทีวี, ไทยพีบีเอส ด้วยค่าใช้จ่าของจำเลยทั้งห้าเอง
5.ให้จำเลยทั้งห้าลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์รายวัน ไทยรัฐ, เดลินิวส์, ไทยโพสต์, มติชน, ข่าวสด) ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 วัน
6.ให้ศาลมีคำสั่งยึด ทำลาย ลบข้อความ ข่าว ในสื่อออนไลน์และสิ่งพิมพ์ที่ปรากฏข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ตามข้อ 3
7.ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์
ด้าน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว Pirongrong Ramasoota โดยระบุว่า
“ยกฟ้องอีกหนึ่งศาล
ขอบพระคุณศาลแพ่งสำหรับความยุติธรรมในวันนี้นะคะ
ไปมาหลายศาลตั้งแต่มาอยู่กสทช. แต่วันนี้ยืน (ต่อมาต้องขออนุญาตนั่งเพราะปวดหลังและขาชา) ฟังคำพิพากษาอย่างประทับใจและไม่รู้สึกว่านานเลย เพราะสัดส่วนของส่วนต่างๆในคำพิพากษา ทั้งสรุปคำฟ้องของโจทก์ คำให้การของจำเลย พยานหลักฐาน การวินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ไปจนถึงคำตัดสิน ที่ท่านองค์คณะได้อ่าน ช่างสมดุลและเป็นเหตุเป็นผลอย่างยิ่ง
พร้อมๆกันนี้ ต้องกราบขอบคุณคณะท่านอัยการที่ว่าความให้พวกเรา ท่านเป็นมืออาชีพที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง อีกทั้งยังมีคุณธรรมและให้ความเมตตาต่อพวกเราซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นฐานเป็นอาจารย์จึงไม่ค่อยมีความรู้เรื่่องคดีและศาลนัก เป็นบุญยิ่งนักที่ได้มาเป็นลูกความในความดูแลของท่าน
ขอบคุณกรรมการ กสทช.อีก 3 ท่านที่ได้ร่วมกันต่อสู้คดีมาจนถึงวันนี้ด้วยค่ะ”


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา