
‘ชัชชาติ’ สั่งเร่งระบายน้ำโซนสะพานสูง-ลาดกระบัง เล็งระบายน้ำตัดลงคลองแสนแสบเพิ่ม หลังระบายลงคลองประเวศบุรีรมย์มาก เผยแผนงาน 2 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต ชี้มวลน้ำเหนือที่กำลังลงมายังบริหารจัดการได้ ก่อนตอบโต้ข้อครหาหลายประเด็น ทั้งเรื่องแก้มลิง ยืนยันไม่ได้ล้มโครงการในพระราชดำริ แต่ต้องมีการปรับปรุงทบทวนบ้างในเชิงเทคนิค ส่วนการวางคันกั้นน้ำซ.สายไหม 43 พร้อมรับฟัง ส่วนกรณ๊การไม่พร่องน้ำ ยืนยันมีการพร่องน้ำในคลองและบึงอย่างต่อเนื่องก่อนเข้าสู่ช่วงฝนตกหนัก
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เขตสะพานสูงและลาดกระบัง ซึ่งบางจุดยังมีระดับน้ำสูงจากระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ที่ยังอยู่ในระดับสูงนั้น กทม. เข้าใจและเห็นใจประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะประชาชนฝั่งเหนือที่มีความกังวลเรื่องผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำ จึงต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงประชาชนทั้งสองฝั่งควบคู่กัน
โดยขณะนี้ กทม. เร่งบริหารจัดการน้ำโดยตัดน้ำจากคลองสาขาออกไปยังคลองแสนแสบหลายเส้นทาง เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองประเวศบุรีรมย์เพิ่มเติม สำหรับพื้นที่สะพานสูง ได้ทยอยติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อดึงน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ ไปยังคลองแสนแสบ โดยเฉพาะบริเวณคลองบ้านม้า ซึ่งเดิมระบายน้ำลงคลองประเวศบุรีรมย์ จะปรับให้สูบน้ำย้อนกลับไปทางคลองแสนแสบ ขณะที่พื้นที่หัวหมากและพื้นที่โดยรอบจะใช้คลองสาขาตัดน้ำไปยังคลองแสนแสบเพิ่มเติม
“หลักการสำคัญตอนนี้คือ ต้องเอาน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้หลายทาง และไม่เติมน้ำเข้าคลองประเวศฯ เพิ่ม เพราะคลองประเวศฯ เป็นคลองหลักของพื้นที่ฝั่งตะวันออก หากระดับน้ำลดลง คลองสาขาต่าง ๆ ก็จะสามารถระบายน้ำตามลงมาได้ดีขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
@2 โปรเจ็กต์ระบบระบายน้ำในอนาคต ช่วยบรรเทาได้
ผู้ว่ากทม.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กทม. ติดตามสถานการณ์ตั้งแต่ลำสาลี หัวหมาก สะพานสูง จนถึงลาดกระบังอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักว่า ต้องเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักก่อน จึงจะสามารถระบายน้ำจากคลองสายรองและพื้นที่ชุมชนลงมาได้ ขณะเดียวกัน คลองแสนแสบเป็นเส้นทางหลักในการเร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก โดยมีอุโมงค์ระบายน้ำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมบริหารระดับน้ำและปรับการเปิดประตูระบายน้ำบริเวณบางชัน เพื่อรับน้ำจากพื้นที่มีนบุรีและหนองจอกเข้าสู่คลองแสนแสบ เมื่อระดับน้ำคลองแสนแสบลดลง จะช่วยให้พื้นที่ต่อเนื่องระบายน้ำได้เร็วขึ้น
กทม. มีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบริเวณวัดมหาบุตรอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับและระบายน้ำ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ ซึ่งได้รับงบประมาณแล้ว และอยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้าง โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ และส่งผลให้คลองสาขา เช่น คลองบ้านม้า สามารถระบายน้ำได้ดีขึ้น
ส่วนพื้นที่ลาดกระบัง โดยเฉพาะเคหะร่มเกล้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากคลอง 1 และคลองสองต้นนุ่น การเพิ่มศักยภาพระบบระบายน้ำในแนวคลองประเวศบุรีรมย์จะช่วยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้มากขึ้น
@มวลน้ำเหนือยังบริหารจัดการได้
นายชัชชาติกล่าวว่า ขณะนี้ กทม. ต้องเร่งระบายน้ำที่ค้างอยู่ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากพื้นที่มีความชุ่มน้ำสูง หากมีฝนตกเพิ่มเติม โดยเฉพาะฝนที่ตกต่อเนื่อง จะทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้ง่าย จึงต้องเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักและสร้างช่องว่างรองรับน้ำให้ได้มากที่สุด
สำหรับสถานการณ์น้ำเหนือ กทม. ยังสามารถบริหารจัดการได้ผ่านแนวคันกั้นน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งระบายน้ำจากพื้นที่รังสิตลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำและบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งสองฝั่ง
@การวางคันกั้นน้ำ ซ.สายไหม 43 พร้อมรับฟังเสียงติ
สำหรับกรณีคันกั้นน้ำบริเวณซอยสายไหม 43 ซึ่งประชาชนมีความกังวลเรื่องผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำนั้น นายชัชชาติกล่าวว่า กทม. เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ด้านเหนือ และจะดำเนินการอย่างรอบคอบ พร้อมรับฟังและสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นคันกั้นน้ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานในหลายพื้นที่ และประชาชนอาจกังวลว่าการทำคันกั้นน้ำในจุดหนึ่งจะทำให้ระดับน้ำในอีกพื้นที่สูงขึ้น แต่การบริหารจัดการต้องพิจารณาจากมวลน้ำในภาพรวมและระบบระบายน้ำทั้งระบบ การกั้นน้ำเฉพาะจุดไม่ได้ทำให้มวลน้ำจำนวนมากที่อยู่ด้านบนเพิ่มหรือลดลงโดยตรง
“เราเห็นใจทุกคน ทุกคนอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ต้องค่อย ๆ พูดคุยและทำความเข้าใจกันว่าอะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกัน เราต้องดูแลทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว
ทั้งนี้ กทม. จะบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ควบคู่กับการดูแลประชาชนทุกพื้นที่ โดยปรับการเดินเครื่องสูบน้ำ การเปิด–ปิดประตูระบายน้ำ และการตัดน้ำระหว่างคลองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อเร่งคลี่คลายปัญหาและลดผลกระทบต่อประชาชนให้เร็วที่สุด เนื่องจากทุกพื้นที่มีความสำคัญ และการแก้ปัญหาต้องไม่ผลักภาระไปยังพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

@ปัดล้มโครงการแก้มลิงในพระราชดำริ
ส่วนประเด็น “โครงการแก้มลิง” และข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการพร่องน้ำ–การเปิดประตูระบายน้ำนั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ข้อมูลในโซเชียลมีเดียที่กล่าวหาว่า ต่อต้านและยกเลิกโครงการแก้มลิงนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งตนเองได้เปิดรับชมวิดีโอพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 มากกว่า 10 ครั้งเพื่อทำความเข้าใจทฤษฎีอย่างถ่องแท้ ยึดประโยชน์ของประชาชนในภาพรวม
นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางการจัดการน้ำที่พระราชทานไว้มีหลายรูปแบบ ทั้งการก่อสร้างคันกั้นน้ำ การทำทางผันน้ำ การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ เขื่อน และ “แก้มลิง” โดยหลักการของแก้มลิง คือ พักน้ำไว้ชั่วคราวในช่วงที่มีน้ำมาก ก่อนระบายออกเมื่อสภาพการระบายน้ำเอื้ออำนวย โดยประสิทธิภาพของแก้มลิงมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นบ่อพักน้ำ ต้องมีเส้นทางที่สามารถนำน้ำเข้าสู่พื้นที่พักน้ำได้อย่างสะดวก ต้องสามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกตำแหน่งและรูปแบบโครงการต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และข้อมูลทางเทคนิค ไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะสามารถทำแก้มลิงขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
@แก้มลิง 6 แห่ง ใช้เงินเวนคืนพุ่ง 5-6 พันล้านบาท
สำหรับโครงการแก้มลิงที่มีการศึกษาไว้ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นั้น พบว่าในปี 2556 มีการเสนอทั้งการพัฒนาระบบคลองระบายน้ำและการจัดหาพื้นที่สำหรับแก้มลิง 6 แห่ง เพื่อรองรับน้ำหลากจากภายนอกเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ในส่วนของบึงคู้บอนและบึงบางชัน มีการประเมินวงเงินลงทุนประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยเป็นค่าเวนคืนที่ดินเอกชนมากกว่า 5,000 ถึง 6,000 ล้านบาท ขณะที่ กทม.ได้ทบทวนทางเลือกโดยพิจารณาการปรับปรุงแนวคลองเหนือ–ใต้ ตั้งแต่คลองหกวาสายล่างถึงคลองประเวศบุรีรมย์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำ โดยมีวงเงินลงทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท
นายชัชชาติ ระบุว่า การทบทวนดังกล่าวเป็นการพิจารณาในมิติ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ ความเหมาะสมของพื้นที่ และความคุ้มค่าของการลงทุน เนื่องจากพื้นที่โครงการเดิมเป็นที่ดินเอกชนจำนวนมาก หากดำเนินการจำเป็นต้องมีการเวนคืนและจัดทำระบบนำน้ำเข้า–ออกจากพื้นที่ ขณะที่ทางเลือกการปรับปรุงคลองและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำสามารถใช้งบประมาณน้อยกว่า ทั้งนี้ กทม.ไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิง แต่ยังดำเนินการพัฒนาแก้มลิงในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยเน้นพื้นที่ที่สามารถรับและระบายน้ำได้สะดวก และกระจายตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ
@วอนอย่านำเรื่องเทคนิคไปพันกับการ ‘ไม่สนองพระราชดำริ’
นายชัชชาติ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่า รู้สึกไม่สบายใจที่มีการนำประเด็นทางเทคนิคไปเชื่อมโยงว่า กทม.ไม่สนองพระราชดำริ พร้อมยืนยันว่า ข้อกล่าวหาว่า กทม.ต่อต้านหรือยกเลิกโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริเป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจากตนได้กลับไปศึกษาและรับชมวิดีโอพระราชดำรัสเกี่ยวกับแนวคิดแก้มลิงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 หลายครั้ง เพื่อทำความเข้าใจหลักการให้ชัดเจน โดยเห็นว่าแก่นสำคัญของแนวพระราชดำริคือการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ขณะที่การเลือกตำแหน่งโครงการและรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานต้องอาศัยข้อมูลทางวิศวกรรมและการวิเคราะห์ความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ พร้อมย้ำว่า กทม.มีหน้าที่นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยพิจารณา ประโยชน์ของประชาชน ความเหมาะสมของพื้นที่ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ และความคุ้มค่าของงบประมาณ เป็นสำคัญ
“ถ้าจะมาถกเถียงกันในเรื่องความคุ้มค่าหรือเหตุผลทางเทคนิคว่าควรทำหรือไม่ทำ อันนี้ถกกันได้เลยไม่มีปัญหา แต่ขออย่าเอาคำว่าพระราชดำริมาเชื่อมโยงว่าเราไม่สนองพระราชดำริ เพราะพระองค์ท่านพระราชทานแนวคิดหลักเรื่องแก้มลิงไว้ ส่วนการเลือกตำแหน่งพื้นที่เป็นเรื่องที่ที่ปรึกษาในอดีตเลือกกันเอง” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติกล่าวว่า ปัจจุบันมีโครงการแก้มลิงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 38 แห่ง เพิ่มจาก 34 แห่งในปี 2565 และมีแผนดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 แห่ง ในอนาคต โครงการที่ดำเนินการแล้ว เช่น แก้มลิงคลองระหัสถึงคลองครุ ความจุ 89,700 ลูกบาศก์เมตร บึงสีกัน ปรับปรุงเพิ่มความจุเป็น 150,000 ลูกบาศก์เมตร บึงสาธารณะลาดพร้าว 71 ความจุ 38,000 ลูกบาศก์เมตร บึงวงเวียนบางเขน ความจุ 6,000 ลูกบาศก์เมตร ส่วนแผนในอนาคต ได้แก่ บึงวัดพรหมรังษี ทำนบเพื่อการเกษตรตอนคลองหลวงแพร่ง แก้มลิงสวน 60 พรรษาฯ บึงสวนพระนคร แก้มลิงศูนย์ราชการบางนา แก้มลิงบริเวณถนนอำนวยสงคราม และการปรับปรุงแก้มลิงบึงกระเทียมเพื่อเพิ่มปริมาตร โดยเมื่อเปรียบเทียบแผนปี 2565 กับแผนดำเนินการช่วงปี 2569–2570 เอกสาร พบว่า จำนวนแก้มลิงจะเพิ่มขึ้นจาก 36 เป็น 45 แห่ง และความสามารถในการรองรับน้ำโดยรวมเพิ่มจากประมาณ 13.70 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร
@ยืนยัน พร่องน้ำต่อเนื่อง
นายชัชชาติ กล่าวถึงข้อวิจารณ์ของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ เกี่ยวกับการพร่องน้ำและการเปิดประตูระบายน้ำ กทม.มีการพร่องน้ำในคลองและบึงอย่างต่อเนื่องก่อนเข้าสู่ช่วงฝนตกหนัก โดยข้อมูลระดับน้ำและการบริหารจัดการระบบระบายน้ำมีการเผยแพร่ผ่านช่องทางของสำนักการระบายน้ำ โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลระดับน้ำบริเวณประตูระบายน้ำและแนวคันกั้นน้ำด้านตะวันออกเป็นระยะ เช่น ข้อมูลวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ซึ่งรายงานระดับน้ำบริเวณประตูระบายน้ำคลองสอง แสนแสบ และลาดกระบัง พร้อมระบุระดับวิกฤติของแต่ละจุดนอกจากนี้ กทม.ยังมีระบบแสดงข้อมูลสถานีสูบน้ำและระดับน้ำของจุดต่าง ๆ ให้ติดตามได้
สำหรับการบริหารน้ำ ไม่สามารถเปิดประตูระบายน้ำทุกจุดพร้อมกันได้ เนื่องจากต้องควบคุมทิศทางและปริมาณน้ำ โดยหลักการคือทยอยระบายน้ำจากพื้นที่ด้านในที่อยู่ใกล้ระบบระบายหลักก่อน แล้วจึงดึงน้ำจากพื้นที่ด้านหลังเข้ามา เพื่อควบคุมการไหลและป้องกันไม่ให้ระบบระบายน้ำรับน้ำพร้อมกันมากเกินไป ซึ่งการพร่องน้ำและการเปิด–ปิดประตูระบายน้ำต้องบริหารเป็นระบบตามระดับน้ำและสภาพการระบายน้ำของแต่ละพื้นที่
นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ปัจจุบันหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากคลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร ขณะที่พื้นที่ที่ยังต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ ลาดกระบัง สะพานสูง หนองจอก และมีนบุรี ซึ่ง กทม.จะเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ขั้นตอนต่อไปคือการเร่งจัดการน้ำในระดับ “เส้นเลือดฝอย” หลังระบบระบายน้ำสายหลักเริ่มมีพื้นที่รองรับ โดยจะเข้าไปช่วยระบายน้ำออกจากหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงระดมเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์จากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าสนับสนุนพื้นที่ที่ยังมีน้ำขัง
พร้อมกันนี้ กทม.เริ่มเข้าสู่กระบวนการ ฟื้นฟูเมืองหลังน้ำลด โดยเฉพาะการจัดการขยะน้ำท่วมและขยะชิ้นใหญ่ริมถนน รวมถึงการใช้ระบบ “บัดดี้เขต” ให้เขตที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าเข้ามาช่วยเหลือเขตที่ได้รับผลกระทบมากกว่า เพื่อเร่งให้พื้นที่กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา