
'ครม.' เห็นชอบ ร่างกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ ปรับปรุงกฎหมายเดิมที่ใช้มากว่า 20 ปี รองรับเทคโนโลยี-รูปแบบธุรกรรมยุคดิจิทัล วางหลักเกณฑ์กำกับผู้ให้บริการ 6 ประเภท หวังลดต้นทุน เพิ่มความเชื่อมั่น และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 1 ตุลาคม 2569 กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยแพร่ข้อมูลสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 โดยมีเป้าหมายปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี รูปแบบการทำธุรกรรมสมัยใหม่ และมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับมานานกว่า 20 ปี ขณะที่เทคโนโลยีและรูปแบบการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บทบัญญัติบางส่วนไม่สอดคล้องกับสภาพการทำธุรกรรมในปัจจุบัน
การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จึงมุ่งเน้น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะแนวทางของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL) การเพิ่มความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการลดต้นทุนและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สาระสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การส่งเสริมให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางหลัก โดยให้มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าการทำธุรกรรมด้วยเอกสารกระดาษ ทั้งนี้ มิได้มีเจตนาห้ามประชาชนหรือภาคธุรกิจทำธุรกรรมด้วยเอกสารในรูปแบบเดิม
@ เปิด 6 ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับใหม่
สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปการเปลี่ยนแปลงไว้ 6 ประเด็น ดังนี้
1. รับรองผลทางกฎหมายของเอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
ร่างกฎหมายกำหนดให้รองรับการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) และตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Seal) ตามวิธีการหรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
นอกจากนี้ ยังรองรับการปิดอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม ลดขั้นตอนการจัดทำเอกสาร และเพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
2. รองรับการทำสัญญาผ่านระบบอัตโนมัติ
ร่างกฎหมายกำหนดให้สัญญาที่เกิดขึ้นจากระบบอัตโนมัติมีผลผูกพันทางกฎหมาย พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยครอบคลุมถึงข้อมูลที่ส่งผ่านระบบอัตโนมัติ
ขณะเดียวกัน ยังกำหนดวิธีการแจ้งยืนยันการได้รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ชัดเจน เพื่อให้การทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลมีความแน่นอนทางกฎหมายมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของธุรกิจที่ใช้ระบบอัตโนมัติในการดำเนินงาน รวมถึงการทำสัญญาและการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
3. รับรองตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์
ร่างกฎหมายรองรับการจัดทำตราสารเปลี่ยนมือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค
พร้อมกันนี้ ยังมีการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการครอบครอง การสลักหลัง การส่งมอบ และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับตราสารดังกล่าวผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
การปรับปรุงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับระบบการค้าระหว่างประเทศที่นำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินธุรกรรมมากขึ้น
4. วางหลักเกณฑ์กำกับดูแลผู้ให้บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
ร่างกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับผู้ให้บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 6 ประเภท ได้แก่ 1. บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตน 2. บริการลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3. บริการประทับเวลา 4. บริการรับ ส่ง หรือเก็บรักษาข้อมูล 5. บริการจดทะเบียนหรือรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และ 6. บริการอื่นตามที่กำหนดเพิ่มเติม
ทั้งนี้ การกำกับดูแลจะพิจารณาตามระดับความเสี่ยงและลักษณะของบริการ พร้อมกำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการ หากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหาย
5. เพิ่มกลไกรับรองผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ (Trusted Provider)
ร่างกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการยื่นคำขอรับรองต่อ ETDA เพื่อให้มีการพิจารณารับรองมาตรฐานการให้บริการ
ขณะเดียวกัน ETDA สามารถดำเนินการรับรองผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอ
นอกจากนี้ ETDA จะเผยแพร่รายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และกำหนดให้มีการประกาศเหตุการณ์ที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการโดยทันที มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
6. ปรับหลักเกณฑ์พยานหลักฐานและภาระการพิสูจน์
ร่างกฎหมายกำหนดให้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ออกจากข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำหนดภาระการพิสูจน์ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกิดจากวิธีการที่เชื่อถือได้ หรือวิธีการที่ ETDA กำหนดหรือรับรอง หากมีผู้โต้แย้งความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว ผู้โต้แย้งจะเป็นฝ่ายรับภาระการพิสูจน์ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง หลักเกณฑ์นี้มีเป้าหมายสร้างความชัดเจนในการนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นหลักฐาน และลดข้อพิพาทเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเอกสารดิจิทัล
@ คาดประชาชน-ภาคธุรกิจ-หน่วยงานรัฐได้รับประโยชน์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประเมินว่า การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคส่วนต่าง ๆ โดยประชาชนจะได้รับความสะดวกในการทำธุรกรรม ลดค่าใช้จ่าย และมีความมั่นใจในการใช้บริการดิจิทัลมากขึ้น
ส่วนภาคธุรกิจจะสามารถลดต้นทุนด้านเอกสารและขั้นตอนการดำเนินงาน ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับหน่วยงานภาครัฐ คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาระบบราชการดิจิทัล ขณะที่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีจะมีกรอบกฎหมายและมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาบริการและนวัตกรรมใหม่
ในภาพรวม การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนให้ระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตาม การเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ยังเป็นขั้นตอนของการผลักดันร่างกฎหมาย มิได้หมายความว่าบทบัญญัติใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว โดยยังต้องดำเนินการตามกระบวนการตรากฎหมายต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา