'ศาลรัฐธรรมนูญ' วินิจฉัย 'บัตรเลือกตั้ง' 8 ก.พ.69 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ใส่รหัส 'บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด' ไม่สามารถเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง-ต้นขั้ว-บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ในคราวเดียว ชี้ บัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ-บาร์โค้ด 'ลับแบบมีเงื่อนไข' สั่ง 'กกต.' ไม่ใช้เครื่องหมาย-สัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่เชื่อมโยงข้อมูล ระบุตัวตนของผุ้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 28 กันยายน 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะ ผู้ถูกร้อง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) รหัสคิวอาร์ (OR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนู มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224
รายงานข่าวระบุว่า ภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคำร้อง ประเด็นพิจารณาวินิจฉัย ข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา และข้อกฎหมาย เสร็จสิ้นแล้ว วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตและการเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่สามารถเข้าถึงเอกสาร 3 ส่วนได้พร้อมกันในคราวเดียว ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และระยะเวลาที่เอกสารทั้ง 3 อย่าง อยู่กับกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วย (กปน.) เป็นระยะเวลาเพียงชั่วคราว กปน. ไม่สามารถเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
ในช่วงเวลาที่บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อยู่ในการครอบครองของ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง เป็นช่วงเวลาที่เอกสารทั้ง 3 อย่างจัดเก็บอย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จำนวนบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วที่มาอยู่ในการครอบครองของ กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง มีจำนวนมากขึ้น และมาจากหลายหน่วยเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กกต.ประจำเขตเลือกตั้งต้องส่งให้นายทะเบียนท้องที่ หรือ นายทะเบียนท้องถิ่น ภายใน 3 วัน นับจากวันเลือกตั้ง การจะเข้าถึงหรือจับคู่บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงเกิดขึ้นได้ยาก
รวมถึงในช่วงเวลาบัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว ต้นขั้ว บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งขณะอยู่ในความครอบครองของผู้อำนวยการ กกต. ประจำจังหวัด มีจำนวนปริมาณมาก ส่งผลให้การเข้าถึงเอกสารทั้งสามอย่างเพื่อระบุตัวตนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก ตลอดจนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว มีมาตรการควบคุมการจัดเก็บอีกชั้นหนึ่ง ส่วนบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในความครอบครองของผู้อำนวยการ กกต. ประจำจังหวัด และสถานที่จัดเก็บอยู่ในสถานที่ราชการ เป็นการสร้างมาตรฐานความปลอดภัย จึงฟังได้ว่า การจัดเก็บเอกสารทั้งสามอย่าง มีความปลอดภัยเพียงพอ และผู้อำนวยการ กกต. ประจำจังหวัด ไม่สามารเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อระบุตัวตนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า บุคคลภายนอกที่สังเกตการณ์นับคะแนนเลือกตั้ง สามารถสแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถระบุตัวตนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่า ลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคการเมือง หรือ ผู้สมัครคนใดได้หรือไม่นััน เห็นว่า ในเวลานับคะแนนบุคคลภายนอกสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน สแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนแล้วปรากฎหมายเลขบัตร ซึ่งตรงกับหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว
อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลภายนอกจะจับคู่เอกสารทั้งสามอย่างเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้มีหนทางเดียว คือ บุคคลภายนอกรายนั้นต้องกระทำการร่วมกับ กปน. กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง หรือ ผู้อำนวยการ กกต.ประจำจังหวัด จึงจะสามารถเข้าถึงต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในความครอบครองและระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการกระทำโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประกอบกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีการจัดเก็บแยกจากกันอย่างเด็ดขาด คนละสถานที่ ภายใต้วิธีการที่บุคคลภายนอกจากเข้าถึงและรวบรวมเอกสารทั้งสามอย่างเข้าด้วยกันยากอย่างยิ่ง จึงยังฟังไม่ได้ว่า บุคคลภายนอกสามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยตนเองได้ ข้อกล่าวข้องของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
ดังนั้นจึงฟังได้ว่า การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ปรากฎบาร์โค้ด ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งขของผู้ร้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยรัดกุมเพียงพอ โดยบุคคลภายนอกหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกร้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อระบุตัวตนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อพิจารณาว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 เป็นไปโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 หรือไม่นั้น วินิจฉัยว่า การรักษาความลับและการลงคะแนนไม่ได้หมายความว่า บัตรเลือกตั้งจะต้องปราศจากกลไกหรือเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด ในทางตรงกันข้ามการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจะต้องมีมาตรการตรวจสอบความถูกต้องของการเลือกตั้ง หรือ กระบวนการจัดการเลือกตั้งที่รวมถึงบัตรเลือกตั้ง เช่น การป้องกันบัตรปลอม การควบคุมจำนวนบัตร การป้องกันการนำบัตรไปใช้ข้ามเขต ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบัตรเลือกตั้ง นับตั้งแต่การจัดพิมพ์จนถึงการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งตามมาตรการดังกล่าวมีผลกระทบต่อการรักษาความลับของการลงคะแนนแล้ว จำเป็นต้องกำหนดวิธีป้องกันผลกระทบดังกล่าวไม่ให้บุคคลอื่นทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด หากเป็นหลักประกันที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถกำหนดและแสดงเจตจำนงทางการเมืองของตนได้ โดยปราศจากการควบคุม การข่มขู่ หรือแรงกดดันจากบุคคลอื่น
การพิจารณาความหมายของหลักการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 83 วรรคสองและมาตรา 83 วรรคหนึ่ง ตามแนวคิดทฤษฎีกฎหมายมหาชนกำหนดไว้สองประการ ดังนี้ ประการที่หนึ่ง หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบบริบูรณ์ (Absolute Secret) คือหลักการโดยลับอย่างแท้จริง จะต้องเป็นความลับตั้งแต่ลงคะแนนเลือกตั้งในคูหาเลือกตั้ง จนถึงการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่ต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกับมายังผู้ใช้สิทธิลงคะแนนได้ การคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจะเป็นความลับเฉพาะของตนตลอดไป หากบัตรเลือกตั้งสามารถถูกติดตาม เชื่อมโยง สืบค้นกลับ สืบทราบ ตลอดจนสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้ลงคะแนนย่อมไม่เป็นการเลือกตั้งโดยลับ
ข้อดีของการใช้หลักการเลือกตั้งลับโดยบริบูรณ์ คือ จะไม่มีใครรู้ได้เลยว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร เพราะบัตรเลือกตั้งทุกใบจะไม่มีรหัสใดๆ ที่บ่งบอกได้ว่า บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วเป็นของผู้ใด ซึ่งเน้นการคุ้มครองความลับหรือความเป็นส่วนตัวในการเลือกตั้งของผู้ใช้สิทธิ แต่ข้อเสียคือการที่บัตรเลือกตั้งทุกใบมีความเหมือนกัน จึงง่ายต่อการทำบัตรเลือกตั้งปลอม การสวมสิทธิ หรือการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ยากต่อการสืบสวน
ประการที่สอง หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข (Qualify Secret) หลักการเลือกตั้งที่บัตรเลือกตั้งยังคงรักษาความลับของผู้เลือกตั้งในกระบวนการเลือกตั้งตามปกติ แต่ตัวบัตรเลือกตั้งมีรหัสหมายเลขกำกับบัตร รหัสแท่งบาร์โค้ด รหัสคิวอาร์โค้ด หรือ เครื่องหมายเฉพาะอื่นใดที่ถูกจัดเก็บไว้ในระบบการบริหารจัดการเลือกตั้ง เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรแต่ละใบ ป้องกันการปลอมแปลงหรือตรวจสอบความสุจริตของกระบวนการเลือกตั้ง ภายใต้หลักการเลือกตั้งลับแบบมีเงื่อนไขนี้ เมื่อบัตรเลือกตั้งถูกหย่อนลงในหีบบัตรแล้ว บุคคลทั่วไป เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือแม้กระทั้งผู้สังเกตการเลือกตั้งจะต้องไม่สามารถทราบได้ว่า บัตรใดเป็นบัตรของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใด และไม่สามารถทราบได้ว่าบุคคลนั้นลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
แต่ความลับดังกล่าวไม่ใช่ความลับเฉพาะของผู้ลงคะแนนเลือกตั้งตลอดไป หากแต่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบย้อนกลับภายใต้เงื่อนไขพิเศษบางประการ เช่น การสืบสวนการทุจริตการเลือกตั้ง การตรวจสอบตรวจสอบว่าด้วยความชอบของบัตรเลือกตั้ง หรือ การดำเนินการตามคำสั่งขององค์กรที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งเป็นข้อดีของการใช้หลักการเลือกตั้งลับแบบมีเงื่อนไข ส่วนข้อเสีย คือ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ผู้สมัครคนใด หรือ พรรคการเมืองใด
อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งโดยลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมีความสัมพันธ์กับหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งอีกประการหนึ่ง คือ หลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คือ ซึ่งเป็นหลักประกันพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเพื่อทำให้กระบวนการเลือกตั้งจัดขึ้นโดยปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โปร่งใสและยุติธรรมทุกขั้นตอนในช่วงเวลาของการเลือกตั้ง โดเฉพาะอย่างยิ่งบริบทการเมืองของประเทศไทย ประสบปัญหาการทุจริตเลือกตั้งโดยการใช้บัตรเลือกตั้งปลอมหรือบัตรเลือกตั้งจริงโดยบุคคลอื่นซึ่งไม่มีสิทธิ หรือ ใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีส่วนในการกระทำความผิดด้วย ส่งผลให้การเลือกตั้งโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญไทยต้องคำนึงถึงดุลยภาพกับหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงความโปร่งใสของการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับในการเลือกตั้ง สส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 83 วรรคสองและมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ย่อมหมายถึงความลับแบบมีเงื่อนไขที่ต้องคำนึงถึงดุลยภาพกับการควบคุมตรวจสอบและดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ไม่ใช่ความลับโดยบริบูรณ์
เมื่อข้อพิจารณาเบื้องต้นรับฟังได้ว่า การใช้รหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงไปสืบทราบหรือตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ คงมีปัญหาต้องพิจารณาเฉพาะในส่วนของการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่า
การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับระบุหรือจำแนกบัตรแต่ละใบเพื่อให้ทราบว่า บัตรนั้นอยู่ในชุดใด จัดพิมพ์ขึ้นในกระบวนการใด หรือได้รับการจัดสรรไปยังเขตเลือกตั้งหรือหน่วยเลือกตั้งใด การระบุข้อมูลดังกล่าวเป็นการควบคุมบัตรเลือกตั้งเพื่อควบคุมตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบริหารจัดการเลือกตั้งเพื่อให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อต้องการเปิดเผยว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
บนข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนพบว่า รหัสแท่งบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงข้อมูล 3 ส่วนเข้าด้วยกันได้ และตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่หมายเลขบัตร ลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เครื่องหมายลงคะแนน พรรคการเมืองที่เลือก ซึ่งอาจถือว่า มีผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับของการลงคะแนน เพราะข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการระบุหมายเลขบัตร แต่สามารถเปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองของบุคคลได้ด้วย
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงมาตรการการจัดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นมาตรการที่คุ้มครองเจตจำนงทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว เห็นได้ว่า การบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งนับตั้งแต่ขั้นตอนการจัดพิมพ์ การจัดสรร การขนส่ง การส่งมอบให้กับหน่วยเลือกตั้ง การลงคะแนน การนับคะแนนและการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตลอดจนการเก็บรักษาภายหลังการลงคะแนน รหัสแท่งบาร์โค้ดสามารถใช้เป็นมาตรการป้องกันและควบคุมตรวจสอบไม่ให้ใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต การกำหนดรหัสหรือข้อมูลเฉพาะประจำบัตรย่อมช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรเลือกตั้งที่ปรากฎอยู่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น เป็นบัตรเลือกตั้งที่ได้รับการจัดสรรไว้สำหรับพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ หากบัตรเลือกตั้งแต่ละเขตมีข้อมูลเฉพาะแตกต่างกัน การใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขตมีโอกาสถูกตรวจพบได้
อีกทั้งรหัสแท่งบาร์โค้ดสามารถควบคุมจำนวนบัตรเลือกตั้งที่มีการจัดพิมพ์และจัดสรรไปยังเขตเลือกตั้งและหน่วยเลือกตั้งต่างๆ รวมถึงจำนวนบัตรเลือกตั้งที่นำไปใช้จริงและจำนวนบัตรเลือกตั้งที่เหลืออย่างเป็นระบบ ช่วยลดความเสี่ยงจากบัตรเลือกตั้งส่วนเกิน หรือบัตรเลือกตั้งที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้
ส่วนการเลือกตั้งบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีทั้งรหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งใบเดียวกันไม่ได้หมายความว่า รหัสทั้งสองมีหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน หรือทำให้รหัสอีกรูปแบบหนึ่งไม่มีความจำเป็นอย่างสิ้นเชิง เพราะรหัสทั้งสองมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบและพยานหลักฐานจากการไต่สวนยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าบุคคลใดหรือหน่วยงานใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงการลงคะแนนจนทำให้สามารถทราบได้ว่า ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่กำหนดให้มีรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ เป็นการทำลาย หรือทำให้สาระสำคัญของการเลือกตั้งโดยลับและเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชานเสียไป ไม่เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
อนึ่ง แม้การระบุรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผุ้ร้องหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผุ้ถูกร้องทั้งสาม (กกต.) เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกจั้ง ที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ถูกร้องทั้งสามควรกำหนดรูปแบบจัดการเลือกตั้งโดยคำนึงถึมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ระบุตัวตนของผุ้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นและควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทกันตามคำวินิจฉัยนี้ให้มีมาตรการรัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมายเพื่อเข้าถึงข้อมูลการออกเสียงลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา