
บอร์ดตั๋วร่วมเคาะ ‘ธนาคารกรุงไทย’ ดูแลงานระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้า ‘พิพัฒน์’ การันตี 1 ม.ค. 70 ได้ใช้ค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้าทุกสายสี 17-45 บาทแน่นอน คาดใช้งบกลางอุดหนุน 5,000 ล้านบาท
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 16 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 3/2569 ได้ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568
โดยจากการประชุมครั้งที่แล้ว การพัฒนาระบบตั๋วร่วมมีความคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรมและมีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมมีผลบังคับใช้แล้วหลายฉบับ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและเครื่องมือในการกำกับดูแลของภาครัฐ
@การันตี 1 ม.ค. 70 ตั๋วร่วมมาแน่ อุดหนุน 5 พันล.
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ยืนยัน มาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบตั๋วร่วม 17–45 บาท ทุกสีทุกสาย จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 ผู้โดยสารรถไฟฟ้าจะสามารถเดินทางเชื่อมต่อทุกสี ทุกสาย ทุกเส้นทาง โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าแรกเข้าเมื่อเปลี่ยนสาย พร้อมเตรียมของบกลางประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร โดยให้ธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่บริหารระบบเคลียร์ริ่งเฮาส์ ขณะที่ปัญหาหัวอ่านบัตร EMV เร่งเจรจา BTS ปรับระบบ Rabbit ให้รองรับการเดินทางข้ามสาย
สำหรับงบประมาณชดเชย เบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากกองทุนตั๋วร่วมของ สนข. ยังไม่มีเงินสะสม จึงต้องเสนอขอใช้งบกลาง อย่างไรก็ตาม วงเงินจริงอาจลดลง หากรัฐเจรจากับผู้ประกอบการเอกชนให้แบ่งคืนรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น หลังค่าโดยสารถูกลง
สำหรับการประชุมในครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าแผนการดำเนินงาน (Timeline) ของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการ
ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน พร้อมทั้งพิจารณาวาระที่สำคัญ ได้แก่ การพิจารณาหน่วยงานที่มีความเหมาะสมในการเป็นศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH)
และการพิจารณากฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับอัตราค่าโดยสารร่วม จำนวน 2 ฉบับ เพื่อให้เกิดกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดผลเชิงโครงสร้างของระบบตั๋วร่วมเป็นรูปธรรมในการช่วยลดภาระค่าครองชีพ สร้างความสะดวกสบายในการเดินทางให้แก่ประชาชนตามเป้าหมายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม
สำหรับความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายลำดับรอง นายพิพัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ออกประกาศสำนักงานและลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จำนวน 5 ฉบับแล้ว ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ลงนามประกาศกระทรวงคมนาคม 6 ฉบับ และประกาศ คนต. 2 ฉบับเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังได้รายงานความคืบหน้าการเจรจากับผู้ประกอบการ การดำเนินงานตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 รวมถึงการติดตั้งและทดสอบระบบตั๋วร่วม โดยที่ประชุมมีมติรับทราบ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด
@ให้ กรุงไทย ดูระบบตั๋วร่วม
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาประกอบกิจการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และมติ คนต. เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
ทั้งนี้ สนข. ได้ประชุมร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 และเร่งรัดให้ดำเนินการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากมาตรการโดยเร็ว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา