
'กมธ.วิสามัญฯร่างพ.ร.บ.งบปี 70' วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ปรับลด 19 กระทรวง สำนักนายกฯ – ทุนหมุนเวียน กว่า 1.1 หมื่นล้าน แปรเพิ่ม 'งบกลาง' กระทรวงทรัพย์ฯ-กรมอุทยานฯ 2 กองทุน 5 หน่วยงาน โปะ 'งบกลาง-เงินสำรองจ่ายฯ' 6,044 ล้าน 'กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยฯ' 4,000 ล้าน สภาฯ จ่อ ถก 'วาระสอง-สาม' 7-9 ก.ย.69
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org.) รายงานว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และได้มีการตรวจรายงานของกมธ.ฯ งบปี 70 ทั้งหมดเสร็จแล้ว โดยเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ในระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2569
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมของกมธ.ฯงบปี70 เมื่อวันที่ 28 ส.ค.69 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายใช้เวลาไป 35 วัน หน่วยรับงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาไปแล้ว คือ งบกลาง 12 รายการ 3 แผนบูรณาการ หน่วยรับงบประมาณ 3,280 หน่วยงาน กองทุน 35 กองทุน คิดเป็นร้อยละ 100 จบประมาณจำนวน ทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท
สำหรับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบปี 70 เป็นรายมาตรา ของกมธฯงบปี 70 ที่ประชุมได้มีมติแก้ไขหลายมาตรา โดยการปรับลด จำนวน 19 กระทรวง 1 สำนักนายกรัฐมนตรี 1 ส่วนราชการไม่สังกัด 1 จังหวัดและกลุ่มจังหวัด 1 รัฐวิสาหกิจ 1 หน่วยงานของรัฐสภา 1 หน่วยงานของศาล 1 หน่วนงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ 1 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 หน่วยงานอื่นของรัฐ 1 สภากาชาด 1 แผนบูรณาการ 1 ทุนหมุนเวียน รวมปรับลด 11,162 ล้านบาท (รายละเอียดดูตามตาราง) และแปรเพิ่มงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน ประกอบด้วย
1.งบกลาง
-เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 6,044.956 ล้านบาท
2.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
-กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช 148.835 ล้านบาท
3.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-วัสดุการศึกษา 96.310 ล้านบาท
4.ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี 96.766 ล้านบาท
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารเพื่อสนองงานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทศรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)
5.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม 4.219 ล้านบาท
-แผนงานบุคลากรภาครัฐ (3.122 ล้านบาท)
-ผลผลิตบริหารจัดการและกำกับติดตามการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (1.107 ล้านบาท)
6.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 500 ล้านบาท
-35 รายการ
7.กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) 4,000 ล้านบาท
8.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 24.321 ล้านบาท
-การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
9.สำนักงานอัยการสูงสุด 247.326 ล้านบาท
-ค่าจ้างเหมาบริการ
ทั้งนี้ ยกเว้นในมาตรา 36 ส่วนราชการในพระองค์ มาตรา 40 แผนงาน บริหารหนี้ภาครัฐ และมาตรา 41 รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นต้น ที่ไม่ได้มีการแก้ไข


ทั้งนี้ กมธ.งบปี 70 ได้เสนอข้อสังเกตเสนอให้หน่วยงานที่ผ่านการพิจารณางบประมาณนำไปเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณในปีงบประมาณต่อไป ยกตัวอย่างเช่น
1. คณะกรรมาธิการเสนอให้รัฐบาลควรจัดกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนก่อนการจัดทำงบประมาณ (Pre-Budget Consultation) ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการงบประมาณ โดยให้นำความเห็นของประชาชนมากำหนดทิศทางและกรอบวงเงินงบประมาณเบื้องต้น (Pre-ceiling) ก่อนการจัดทำคำของบประมาณ เพื่อให้แต่ละหน่วยรับงบประมาณนำความเห็นของประชาชนมาพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการหรือรายการสำหรับขอรับการจัดสรรงบประมาณได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้สำนักงบประมาณเปิดเผยข้อมูลมูลเพิ่มเติมในการพิจารณางบประมาณ เช่น วงเงินงบประมาณรวมที่คาดว่าจะจัดสรรในแต่ละด้าน เพื่อให้ประชาชนและรัฐสภาสามารถพิจารณาได้ ว่า ในปีงบประมาณนั้น ควรให้ความสำคัญกับเรื่องใด ควรเพิ่มหรือลดงประมาณด้านใด และควรปรับลดรายจ่ายส่วนใดลง
2. กมธ.เสนอให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานได้ ในขณะเดียวกันควรตั้งเป้าหมายในการลดภาระงานหรือกำลังคนควบคู่กันไปด้วย เพื่อลดดภาระงบประมาณ
นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานควรบูรณาการฐานข้อมูลแลและลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Integration) โดยควรกำหนดและแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ลดภาระของการจัดหาและจัดเก็บข้อมูล รวมถึงลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล
3. กมธ.เสนอให้รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนความจำเป็น ความคุ้มค่า และบทบาทภารกิจของทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนนโยบายหรือทำหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่การดำเนินงานขึ้นอยู่กับการมอบหมายจากรัฐบาลเป็นหลักหรือมีภารกิจที่ซ้ำช้อนกับหน่วยงานของรัฐอื่น ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการและประหยัดงบประมาณของภาครัฐ
นอกจากนี้ ควรพิจารณาปรับโครงสร้าง ควบรวม หรือยุบเลิกหน่วยงานตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของภาครัฐ ลดความซ้ำช้อน และประหยัดงบประมาณแผ่นดินไม่ให้กระทบต่อการดำเนินภารกิจสำคัญของประเทศ
4. กมธ.เสนอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งปัจจุบันมีประเทศสมาชิกจำนวน 38 ประเทศ และส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยการเข้าเป็นสมาชิก DECD จะมีความสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ หนึ่งในประเด็นที่ OECD ให้ความสำคัญ คือ การปฏิรูปกฎหมาย ดังนั้น ทุกหน่วยงานที่ถือกฎหมายควรพิจารมาทบทวนและปรับปรุบปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยหรือส่งผลให้เกิดขั้นตอนที่มากเกินความจำเป็น เพื่อลดความช้ำช้อน และเอื้อให้เกิดความสะดวกทั้งกับหน่วยงานของรัฐ ประชาชน และภาคเอกชนในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวควรคำนึงถึงผลกระทบต่อภาคเอกชน โดยไม่สร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนในประเทศ เพื่อให้การปรับตัวเป็นไปอย่างสมดุลและไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา