
ครม.รับทราบผลวิเคราะห์ ‘ดัชนีการรับรู้ทุจริตฯ’ ไทย ปี 68 ชี้คะแนนต่ำสุดในรอบ 14 ปี นับแต่ปี 55 เหตุยังมีการใช้อิทธิพลในตำแหน่งแสวงหาปย.-เรียกรับสินบนทุกภาคส่วน-การใช้จ่ายงบรัฐไม่โปร่งใส’ ขณะที่ ‘องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ’ แนะปรับปรุง 6 ประเด็น
..............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงานผลการวิเคราะห์ดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี พ.ศ.2568 (Corruption Perception lndex: CPI 2025) และรายงานผลการขับเคลื่อนการยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ตามที่่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เสนอ
สำหรับรายงานผลการวิเคราะห์ดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี พ.ศ.2568 (Corruption Perceptions Index: CPI 2025) มีดังนี้
1.องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้ประกาศผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี พ.ศ.2568 (Corruption Perceptions Index : CPI 2025) เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2569 โดยในครั้งนี้มีประเทศที่ได้รับการประเมินทั้งหมด 182 ประเทศ ดำเนินการสำรวจโดยอาศัยการประเมินจาก 13 แหล่งการประเมิน ปรากฏว่า 2 ใน 3 ของประเทศที่ได้รับการประเมินมีระดับคะแนนที่ต่ำกว่า 50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน
และโดยเฉลี่ยระดับคะแนนจะอยู่ที่ 42 คะแนน ประเทศที่ได้รับคะแนนสูงที่สุด คือ Denmark มีคะแนน 89 คะแนน รองลงมา Finland (88) Singapore (84) New Zealand (81) และ Norway (81) ซึ่งเป็นประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดใน 5 อันดับแรก สำหรับประเทศที่ได้รับคะแนนน้อยที่สุด คือ Somalia (9) และ South Sudan (9)
2.ภาพรวมผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี พ.ศ.2568 ได้รับคะแนน 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จากประเทศที่ได้รับการประเมินทั้งหมด 182 ประเทศ ซึ่งมีคะแนนลดลง 1 คะแนน และอันดับลดลงจากปีที่ผ่านมา 9 อันดับ ดังนั้น จึงนำมาสู่บทสรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้
(1) ภาพรวมคะแนนของประเทศไทยลดลง 1 คะแนน โดยคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทย อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีคะแนนลดลง ซึ่งมีจำนวน 68 ประเทศ ขณะที่ประเทศที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นมีจำนวน 48 ประเทศ และประเทศที่มีคะแนนเท่าเดิม จำนวน 64 ประเทศ ดังนั้น คะแนนในปีนี้ของประเทศไทย จึงสะท้อนว่า การประเมินดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในสายตานานาชาติในปี พ.ศ.2568 ตกต่ำที่สุด ตั้งแต่เปลี่ยนรูปแบบการประเมินในปี พ.ศ.2555 โดยเมื่อพิจารณาจากคะแนนดิบซึ่งในปี พ.ศ.2568 ประเทศไทยได้คะแนนลดลง 11 คะแนน จาก 308 คะแนน เหลือ 297 คะแนน
(2) ประเทศไทยมีคะแนนอยู่ในกลุ่มประเทศที่คะแนนต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8 จาก 11 ประเทศอาเซียนที่ได้รับการประเมิน โดยมีอันดับต่ำกว่าประเทศลาว ซึ่งปีนี้มีคะแนน 34 คะแนนเท่ากับประเทศอินโดนีเซีย โดยประเทศในอาเซียนมีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 ประเทศ คือ Malaysia (+2) Vietnam (+1) และ Laos (+1) ขณะที่ประเทศอาเซียนที่มีคะแนนลดลงนอกจากไทย ได้แก่ Indonesia (-3) Philippines (-1) และ Cambodia (-1) ทั้งนี้ Timor-Leste มีคะแนนคงที่
3.สาเหตุสำคัญของคะแนน CPI ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ.2568
(1) มีคะแนนเพิ่มขึ้นในแหล่งการประเมิน 3 แหล่ง คือ PERC (+4) VDEM (+1) WEF (+1) โดยส่วนใหญ่เป็นแหล่งการประเมินที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแหล่งการประเมินที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายในการแข่งขันทางธุรกิจที่มีความเป็นธรรม ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการทุจริต การตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาการเรียกรับสินบนในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งในแหล่งการประเมินดังกล่าวเห็นว่า ประเทศไทยสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตเหล่านี้ได้ดีขึ้น
(2) มีคะแนนลดลงในแหล่งการประเมิน 4 แหล่ง คือ IMD (-10) STI (-4) WJP (-2) และ EIU (-1) ส่วนใหญ่แหล่งการประเมินที่มีคะแนนลดลง จะเกี่ยวข้องกับการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทุจริต การใช้อิทธิพลจากตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ยังมีการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วนทั้งจากกระบวนการยุติธรรม นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ กระบวนการอนุมัติ อนุญาตในประเทศไทย ยังเป็นปัญหาสำคัญ ส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขันทางการค้า การลงทุนจากต่างประเทศลดลง รวมถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำการทุจริตมาลงโทษ
นอกจากนี้ ผลคะแนนที่ปรากฏยังมีความเชื่อมโยง ไปถึงการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐที่ยังขาดประสิทธิภาพ ไม่โปร่งใส มีการทุจริตส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในสายตาของผู้ประเมิน
(3) มีคะแนนคงที่ในแหล่งการประเมิน 2 แหล่ง คือ PRS และ GI ซึ่งเป็นแหล่งการประเมินที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต การประกอบธุรกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงรักษามาตรฐานการแก้ไขปัญหาได้ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา
4.องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้มีข้อเสนอแนะสำคัญ จำนวน 6 ประเด็น คือ
(1) ส่งเสริมให้หน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และเข้าถึงได้ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยับยั้งผู้กระทำผิด และคุ้มครองผู้ที่ออกมาเปิดโปงการทุจริต กระบวนการยุติธรรมของแต่ละประเทศต้องได้รับการปกป้องจากการแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการคุ้มครองจากสภาวะกดดันในกระบวนการแต่งตั้งและการเลื่อนตำแหน่ง
นอกจากนี้ ยังต้องมีทรัพยากรที่เพียงพอ การวินิจฉัยของพนักงานอัยการ ต้องมีเหตุผลและสามารถตรวจสอบได้ และศาลควรเปิดเผยคำพิพากษาและข้อมูลต่อสาธารณะ
(2) จัดการให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการทุจริตเข้าถึงความยุติธรรม บุคคล และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริต ควรสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ ไม่เพียงแต่ภาครัฐเท่านั้น ไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านองค์กรภาคประชาสังคมที่เป็นตัวแทนนั้น ซึ่งการเยียวยาความเสียหายจากการทุจริตมีความจำเป็น และยังเป็นหลักประกันในกรณีที่การบังคับใช้กฎหมายไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและมีมาตรการคุ้มครองเฉพาะ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมครอบคลุมทุกคนอย่างแท้จริง
(3) ดำเนินการกับการแทรกแซงโดยมิชอบที่มีผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองประชาชนควรมีสิทธิรับทราบว่า ผู้ใดเป็นผู้ให้ทุนแก่พรรคการเมืองและผู้สมัคร หรือผู้ใดมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งการกำกับดูแลด้านการเงินของภาคการเมือง ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และการวิ่งเต้น (Lobby) ควรถูกกำกับ ควบคุม บันทึก และเปิดเผยให้สาธารณชนตรวจสอบได้ เพื่อปกป้องประชาธิปไตยจากการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น
ความโปร่งใสและการกำหนดขอบเขตการบริจาคทางการเมือง ช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยหรือมีเครือข่ายใช้อิทธิพลอย่างไม่เป็นธรรมต่อนโยบาย งบประมาณ และสถาบันของภาครัฐเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนเองแทนที่จะเป็นประโยชน์สาธารณะ สิ่งนี้ถือเป็นความสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสร้างนโยบายที่ปกป้องสังคม รวมถึงสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
(4) ส่งเสริมให้มีพื้นที่ภาคประชาชนและการรายงานการทุจริต เสรีภาพขั้นพื้นฐาน เสรีภาพสื่อและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ทำให้บุคคลและชุมชนสามารถมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งในการส่งเสริมความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ในภาครัฐและธุรกิจ ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องคุ้มครององค์กรภาคประชาสังคมและผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต และควรสร้างกรอบกฎหมายที่เอื้อต่อการทำงานของภาคประชาสังคม
รวมถึงการเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการต่อต้านการทุจริต โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนสามารถเปิดโปงการใช้อำนาจในทางที่ผิด ช่วยเหลือผู้เสียหาย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสาธารณะ และสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม
(5) เสริมสร้างความโปร่งใสและการกำกับดูแลเกี่ยวกับการบริการสาธารณะและการบริหารการเงินของภาครัฐ การให้บริการสาธารณะที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ เช่น การดูแลสุขภาพและการศึกษาที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลในการให้บริการเหล่านั้นที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เพียงแต่ประชาชนที่ต้องเข้าถึงบริการพื้นฐานเหล่านี้ได้
แต่ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการตัดสินใจในการใช้จ่ายเงินสาธารณะ เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้จ่ายนั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐสภาและสถาบันกำกับดูแลอื่น ๆ จะต้องตรวจสอบงบประมาณและการกู้ยืมเงินของรัฐบาล หน่วยงานตรวจสอบจะต้องติดตามการใช้จ่ายเงินสาธารณะและหน่วยงานกำกับดูแลจะต้องรักษามาตรฐานต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนนี้สถาบันต่างๆ ต้องให้การรับรองว่า กลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายได้มีส่วนร่วมในกลไกการกำกับดูแลดังกล่าวด้วย
(6) ป้องกัน จับกุม และลงโทษการทุจริตขนาดใหญ่ และการไหลเวียนทางการเงินที่ผิดกฎหมาย ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่แข็งแกร่งภายในประเทศ ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันและตรวจสอบที่เข้มแข็งทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสกัดกั้น เปิดโปงการทุจริตขนาดใหญ่ ระดับสูง และการฟอกเงินข้ามชาติ
ดังนั้น เพื่อยับยั้งและสร้างบทลงโทษอาชญากรรมที่ร้ายแรงเหล่านี้ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาการทุจริตในภาครัฐที่กระจายตัวอย่างกว้างขวางและฝังรากลึกนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระดับชาติ เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ในประเทศที่มีกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและยึดทรัพย์สินที่ซุกซ่อนไว้ในต่างประเทศมีบทบาทสำคัญและเป็นการตัดช่องทางการกระทำความผิดดังกล่าว
@เดินหน้า 4 แผนยกระดับดัชนีฯ CPI ไทย
ขณะที่ผลการดำเนินการเพื่อยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งได้กำหนดประเด็นสำคัญเร่งด่วน (Quick Win) จำนวน 3 ประเด็น 4 เรื่อง มีดังนี้
ประเด็นที่ 1 การขับเคลื่อนเพื่อสนับสนุนเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government
(1) การดำเนินการเพื่อสมัครเข้าเป็นภาคีสมาชิกความร่วมมือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Government Partnership :OGP) สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยขับเคลื่อนหลักมุ่งเน้นให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก Open Government Partnership
โดยสร้างให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Government Partnership :OGP) เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเพื่อสร้างรัฐบาลแบบเปิดเป็นแนวคิดที่หลายประเทศทั่วโลกให้การยอมรับและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลและการใช้อำนาจรัฐ สร้างความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม รวมถึงเปิดโอกาสให้สังคมได้นำข้อมูลที่เปิดเผยไปใช้เชิงสร้างสรรค์อีกด้วย
ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.ค.2568 องค์กรภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (OGP) ประกาศว่าประเทศไทยผ่านเกณฑ์การประเมินคุณสมบัติเบื้องต้นในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP แล้ว ทั้ง 2 เกณฑ์ คือ Eligibility และ Value Check และขณะนี้ได้รับการประกาศให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP อย่างเป็นทางการแล้ว โดยประเทศไทยเป็นสมาชิกลำดับที่ 12 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
(2) การดำเนินการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การดำเนินการนี้เป็นการขับเคลื่อนการดำเนินการต่อเนื่องจาก Quick Win ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ซึ่งมีหน่วยงานขับเคลื่อนหลัก คือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
โดยนำร่องดำเนินการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งจะครอบคลุมการเปิดเผยงบประมาณ 3 รายการ ได้แก่ งบประมาณรายจ่ายตามข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ,งบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้อมูลเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในรูปแบบไฟล์ Word, Excel ควบคู่กับสกุลไฟล์ PDF ทั้ง ๓ รูปแบบพร้อมกันในเว็บไซต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดรายงานข้อมูลการเปิดเผยงบประมาณภาครัฐ จำนวนทั้งสิ้น 49 แห่ง ปรากฏว่า มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ครบทั้ง 3 สกุลไฟล์ จำนวน 22 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2568)
ประเด็นที่ 2 การขับเคลื่อนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนและชาวต่างชาติ การยกระดับคำคะแนน CPI ไม่ใช่แค่การปราบปรามหรือป้องกันการทุจริตแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ต้องมีการพัฒนาระบบราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเพื่อเพิ่มความโปร่งใส และอำนวยความสะดวกในการให้บริการภาครัฐ ซึ่งนักลงทุนและชาวต่างชาติเป็นเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีต่อระบบราชการไทย
ดังนั้น สำนักงาน ป.ป.ท. จึงได้ขับเคลื่อนการยกระดับศูนย์ขับเคลื่อนการบริการภาครัฐสำหรับนักลงทุนและชาวต่างชาติ ในการรับเรื่องร้องเรียนและดำเนินการเพื่อนำไปสู่การแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ระบบการให้บริการภาครัฐ และให้ทราบถึงปัญหาของระบบราชการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขได้สำเร็จ โดยได้ดำเนินการจัดจ้างที่ปรึกษาในการศึกษา สำรวจความคิดเห็น ประเมินผลความพึงพอใจต่อการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
รวมทั้งประมวลผลจัดทำรายงานเพื่อพัฒนาการให้บริการภาครัฐ จัดจ้างทำสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ โดยลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามสัญญา โดยต้องดำเนินการตามสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 มีนาคม 2569
ประเด็นที่ 3 การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการมีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริต โดยขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และรับฟังความเห็นในประเด็นปัญหาด้านการทุจริตคอร์รัปชันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการผลักดันและส่งเสริมภาคเอกชนให้มีการควบคุมภายในที่ได้มาตรฐาน
โดยได้ดำเนินการจัดการสัมมนาภาคธุรกิจเอกชนและนักลงทุนเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบตามเขตพื้นที่รับผิดชอบ ของ ปปท.เขต จำนวน 5 ครั้ง ซึ่งในการจัดสัมมนาแต่ละครั้ง ผู้เข้าร่วมการสัมมนา เป็นองค์กร ภาคธุรกิจเอกชนและนักลงทุนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงาน ป.ป.ท. จะได้รับความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ และให้ความร่วมมือกับสำนักงาน ป.ป.ท. ในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
สำหรับกรอบแนวทางการขับเคลื่อนการยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตระยะต่อไป มีดังนี้
จากผลการวิเคราะห์ค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี พ.ศ.2568 (Corruption Perceptions Index :CPI 2025) และผลการขับเคลื่อนการยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 พบข้อมูลที่มีนัยสำคัญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
โดยสำนักงาน ป.ป.ท. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินการเพื่อยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต จะได้เร่งรัดขับเคลื่อนการดำเนินการยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ตามแผนปฏิบัติการยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) ประกอบด้วย การดำเนินการผ่าน 4 แผนงาน ได้แก่ 1) ด้านการป้องกันการติดสินบน 2) ด้านการตรวจสอบการใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ 3) ด้านการใช้งบประมาณและทรัพยากรภาครัฐอย่างคุ้มค่า และ 4) ด้านประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการทุจริต
โดยมี 13 แนวทาง 36 มาตรการ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินการในการขับเคลื่อนค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ให้สูงขึ้นและสอดคล้องตามเป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นที่ 21 การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา