
‘มหาดไทย-กทม.’ ประชุมคณะกรรมการกำกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวตั้งรับนโยบาย Single Ownership ผ่า 4 แนวทางไปต่ออนาคต ‘สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยสำนักข่าวอิศราว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายทวีศักดิ์ ใจรังษี ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์ด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง สำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนบมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้แทนกรุงเทพมหานคร สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม อาคารธานีนพรัตน์ ชั้น 31 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง
แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย ให้รายละเอียดว่า ในที่ประชุมทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) รายงานถึงนโยบายบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ตามที่คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) มีมติไว้ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้กำกับดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทาง และเพื่อให้สามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารเองได้ ซึ่งทางคณะกรรมการฯ ได้ให้ความเห็นว่า ถ้ามีการดำเนินการตามมติคจร.ดังกล่าว สัญญาที่กทม.มีร่วมกับ BTSC จะเป็นอย่างไร? เพราะถ้าดำเนินการตามมติคจร.จะต้องมีการเปลี่ยนคู่สัญญาจากกทม.เป็นรฟม.
“ทางกทม.ได้รายงานความเห็นให้คณะกรรมการกำกับฯรับทราบว่า ถ้านโยบายออกมาให้ทำก็ต้องทำ ตอนนี้ คจร.ผ่านแล้ว เหลือเพียงการเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ เพื่อให้มีผลอย่างเป็นทางการ ถ้าครม.เห็นด้วย ก็ต้องดำเนินการตามที่คจร.มีมติไว้ แต่ในรายละเอียดจะต้องมาดูกันก่อน เพราะโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวยังมีสัญญาจ้างเดินรถที่ยังอยู่ในระยะเวลาสัญญาถึงปี 2585 และยังมีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาทที่ทางรัฐบาลต้องหามาชดเชยให้กทม.ด้วย” แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทยกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า ทางกทม.ยังได้ชี้แจงอีกว่า ดังนั้น ในตอนนี้จึงมีแนงทางเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว 4 ทาง ทางแรก คือ การโอนให้รฟม.ตามมติคจร. ซึ่งรฟม.และกระทรวงคมนาคมต้องจ่ายค่าโอนทรัพย์สินและหนี้สินต่างๆให้กทม.ที่ 70,000-80,000 ล้านบาท แต่แนวทางนี้ต้องรอดูว่าทางกระทรวงคมนาคมและรฟม.จะเอาอย่างไร อาจจะขอยกเว้น หรือขอสนับสนุนงบประมาณก็ได้
ทางที่สอง แม้สัมปทานหลักจะหมดอายุในปี 2572 แต่เนื่องจากยังมีสัญญาจ้างเดินรถที่ยังไม่หมดอายุ จึงอาจจะรอให้หมดสัญญาในปี 2585 ไปก่อน ซึ่งแนวทางนี้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้แจ้งในที่ประชุมว่า กทม.ควรกลับไปตรวจสอบและรายงานความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดอดีตผู้บริหารกทม.และผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 12 ราย กรณีหลีกเลี่ยงและไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และเอื้อประโยชน์ให้แก่ BTSC เพียงรายเดียว ซึ่งมีผลผูกพันกับสัญญาจ้างเดินรถปี 2585 ทั้งนี้ สำหรับทางเลือกนี้จะเป็นการดำเนินงานกรณีที่ ครม. ยังไม่เห็นชอบมติคจร.เรื่อง Single Ownership ด้วย
ทางที่สาม คือ การเปิดประมูลสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวใหม่ทั้งหมด โดยไม่ต้องรอสัญญาจ้างเดินรถอีกต่อไป ซึ่งแนวทางที่สามสุ่มเสี่ยงที่เอกชนอาจจะฟ้องร้อง เพื่อเรียกค่าชดเชยจากการบอกเลิกสัญญาได้ โดยจากการประเมินคร่าวๆจะต้องจ่ายค่าชดเชยกรณียกเลิกสัญญาจ้างเดินรถปี 2585 ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท
และทางเลือกที่สี่คือ การเปิดประมูลสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวแบบ PPP Gross Cost แบบเฉพาะเจาะจง โดยจ้าง BTSC เหมือนเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Single Ownership ซึ่งความเสี่ยงจะเหมือนกับข้อสาม แต่กทม.ไม่ต้องชดเชยให้ BTSC มากเหมือนข้อสาม เพราะจะใช้การเจรจาโดยให้สิทธิ์ BTSC หารายได้เชิงพาณิชย์ด้วย โดยการเจรจาควรจะทำให้แล้วเสร็จก่อนการหมดอายุสัมปทานในปี 2572 ซึ่งที่ประชุมก็ได้รับทราบแนวทางทั้งหมด และนัดหมายประชุมกันอีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้
ส่วนการเดินหน้าเปิดประมูลสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวรอบใหม่ แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ทางกทม.แจ้งว่า ขอให้รอการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.คนใหม่เสร็จสิ้นก่อน เพราะต้องดูว่าผู้ว่าฯกทม.คนต่อไป จะมีนโยบายเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอย่างไร

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา