
'เอกนิติ' เผย เอกชน ชง ตั้ง 'ศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชั่น' พร้อมรับข้อเสนอ 4 เรื่องหลัก 'ลงทุนน้ำ-เปลี่ยนผ่านพลังงาน-ทุนมนุษย์-ปลดล็อกอุปสรรคการทำธุรกิจ' ลั่น 'เปลี่ยนวิกฤตพลังงานให้เป็นโอกาส' ยกระดับประเทศเป็นจุดแข็งของอาเซียนอีกครั้ง - 'อนุทิน' เล็ง ตั้ง 'คกก.ร่วมรัฐ-เอกชน' ขับเคลื่อนข้อเสนอ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงภายหลังกิจกรรม ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำรัฐมนตรีร่วมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนถึงแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่า รัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นจากเอกชนมากมายที่เป็นประโยชน์อย่างมาก
นายเอกนิติกล่าวว่า ทุกคนในภาคเอกชนมองวิกฤตครั้งนี้ วิกฤตพลังงาน วิกฤตในตะวันออกกลาง เป็นโอกาสอย่างยิ่งของประเทศไทยที่เราจะต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสมากๆ
“โอกาสที่สำคัญที่ภาคเอกชนพูดให้พวกเราฟัง คือ มองไทยเป็นประเทศแห่งการลงทุน ซึ่งไม่ใช่เพียงการย้ายฐานการผลิตมา แต่จะย้ายห่วงโซ่อุปทานมาด้วย รวมทั้งเรื่องของคนที่อยากย้ายฐานการผลิตมาในอาเซียนและไทย ส่วนใหญ่ยืนยันเป็นแนวโน้มที่เกิดจากวิกฤตพลังงานโลกที่เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย ประเทศไทยจะอยู่เฉยไม่ได้ที่จะคว้าโอกาสและต้องทำด้วย”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลได้รับสิ่งที่เป็นข้อเสนอ ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ดังนี้ 1. การลงทุนในเรื่องทรัพยากรน้ำ เช่น ในภาคการเกษตร เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญ ประกอบกับคำเตือนเรื่องซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี ส่งผลให้เกิดภัยแล้ง จังต้องเร่งลงทุน รวมถึงการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์เซลล์และระบบสายส่งไฟฟ้าสมัยใหม่ (Smart Grid) ที่ต้องทำให้ทันสมัยเพื่อรองรับพลังงานสะอาด โดยรัฐต้องเร่งลงทุน
นายเอกนิติกล่าวว่า 2.การลงทุนในคน เนื่องจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาไปไกลมาก ฐานการผลิตที่สำคัญ ต้องต่อยอด Data Center ไปสู่ Cloud Service และการพัฒนา AI เพื่อนำมาใช้พัฒนาคนไทยให้มีทักษะที่เก่งขึ้น (Reskill & Upskill)

นายเอกนิติกล่าวว่า 3.การหาแหล่งเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย โดยการเน้นเรื่องอุตสาหกรรมที่เรามีจุดแข็ง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การลงทุนเพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล AI และการต่อยอดจาก Data Center ไปสู่เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต AI ที่สำคัญ รวมถึงเรื่องเกษตรสมัยใหม่
“มีข้อเสนอที่จะลงทุนในไทยมากขึ้น ดังนั้น อาจจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นฐานผลิตของภูมิภาค (Regional Hub) ด้านการเงิน ซึ่งเป็นข้อเสนอของทางภาคธนาคาร ที่เสนอให้มีการควบรวมกิจการเพื่อให้แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ขึ้น กลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า เรื่องสุดท้าย เรื่องที่ 4 การปลดล็อกอุปสรรค เช่น การบริหารจัดการที่ดิน การขอใบอนุญาตที่ใช้เวลานาน บางครั้งใช้เวลาขออนุญาตเป็น 10 ปี การใช้ระบบ boi fast pass ที่ปลดล็อกจากกติกาที่ทำให้การลงทุนเอกชนขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น ทำให้การลงทุนกลับมาเข้มแข็งตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ทำให้เกิดการลงทุนจริงและโตต่อเนื่อง ตลอดจนเอกชนยังเสนอให้ตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชัน
นายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนการขับเคลื่อนต่อไปอย่างไร หลังจากรัฐบาลได้ข้อเสนอที่เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่เอกชนสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ให้เน้นเรื่องการมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมาย และเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จากที่เคยพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเยอะไปสู่พลังงานสะอาด และการปฏิรูปเรื่องคน และการทำงานร่วมกัน
“จากวันนี้ ท่านนายกฯ มีดำริที่จะให้ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อขับเคลื่อน โดยเอาเรื่องทั้งหมดที่รัฐบาลได้รับฟังจากเอกชนพูดในวันนี้มาขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดแข็งในอาเซียนอีกครั้งหนึ่ง”นายเอกเอกนิติกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงทุนเรื่องน้ำ พลังงานและทุนมนุษย์ ภาคเอกชนได้บอกหรือไม่ว่า หากไม่เร่งลงทุนจะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร นายเอกนิติกล่าวว่า ไม่ได้ลงในรายละเอียดถึงขั้นนั้น แต่ทุกคนบอกว่า หากเราไม่เร่งลงทุน เราอาจจะตามหลังหลายประเทศในอาเซียน
“วันนี้เรื่องสำคัญที่ทุกคนตระหนักดีคือ ปัญหาเงินเฟ้อ วิกฤตครั้งนี้อาจจะไม่ใช่วิกฤตเรื่อง GDP เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องวิกฤตค่าครองชีพ โดยเฉพาะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพของคนระดับล่าง SMEs รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ เราจึงต้องดูแลให้ผลประโยชน์จากการลงทุนตกสู่ SMEs และคนไทย กระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค”นายเอกนิติกล่าว
เมื่อถามว่า การลงทุนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รัฐบาลมีความพร้อมด้านงบประมาณ หรือ ได้ขอความร่วมมือกับเอกชนอย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่ได้ลงรายละเอียดถึงแหล่งเงินทุน แต่หัวใจสำคัญคือเอกชนพร้อมร่วมลงทุน เพราะฉะนั้นการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) สำคัญมาก โดยเอกชนจะเป็นคนนำ โดยมีภาครัฐอำนวยความสะดวก
นายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่มีการพูดถึง แต่พูดถึงในแง่มุนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาท่าเรือระนอง การเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟ (Missing Link) ช่วงชุมพร-ระนอง ซึ่งเอกชน โดยสภาอุตสาหกรรมอยากให้เร่งลงทุน

อ่านประกอบ : นายกฯประกาศรับฟังความเห็นนักธุรกิจ เชื่อธุรกิจสำเร็จ ประเทศสำเร็จ เป็นผู้ชนะทั้งหมด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา