
'ปกรณ์' ถก 'คณะทำงาน Zero corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน' รับปากผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก 'Anti-SLAPP Law' - 'มานะ' เผย รัฐบาลรับข้อเสนอทุดข้อ-ส่งต่อ 'อนุทิน' ชี้ คอร์รัปชันปัญหาระดับชาติ-วิกฤตประเทศ ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล เป็นปัญหาที่โครงสร้าง-วัฒนธรรมระบบราชการ 'กกร.' รุกอีก จ่อเปิดแผนประทุษกรรม-พฤติการณ์ 26 หน่วยงานขี้ฉ้อ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะทำงาน Zero corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย TDRI สถาบันเพื่อการยุติธรรม (TIJ) และ เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ภายหลังผลสำรวจภาคเอกชนพบว่ากว่า 89% มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

นายปกรณ์กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจนที่จะต่อต้านการทุจริต ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยมีเจตจำนงแน่วแน่ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและรองรับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย ซึ่งการดำเนินงานของภาครัฐเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายดังกล่าวครอบคลุมหลายกิจกรรม อาทิ การเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต การปรับปรุงกฎหมายที่ขณะนี้ยังมีกระบวนการที่เน้นการอนุมัติเปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลยพินิจสูง อาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริต กฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน การปรับปรุงกฎหมายอำนวยความสะดวกการประกอบธุรกิจ
นายปกรณ์กล่าวว่า ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานของรัฐ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน ยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ลดการทุจริตคอร์รัปชันได้
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า นายปกรณ์รับข้อเสนอจาก คณะทำงาน Zero corruptionฯ และจะได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาขับเคลื่อนในเชิงนโยบายต่อไป ใน 3 ประเด็น ดังนี้
1. การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศ ประกอบด้วย
1) ประกาศให้ การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนเพื่อ ต่อต้านการทุจริตและฟอกเงิน ที่เน้นความร่วมมือ/ ผลักดันจริยธรรมและกลไกเฝ้าติดตามที่จริงจัง และควรมีองค์กรอิสระ โดยมีอำนาจหน้าที่เพื่อขับเคลื่อน ติดตาม ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) ประกาศนโยบายใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปิดช่องโกง เร่งขยายการใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ เพื่อเปิดเผยข้อมูลและการติดตามโครงการ ผลักดันการใช้ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และ Construction Sector Transparency Initiative (CosT) ที่มีอยู่แล้วใน พ.ร.บ. จัดซื้อฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลในการตรวจสอบ อาทิ เช่น Dash Board ระบบติดตามการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามแผนงานด้วย และ ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลกลางเพื่อลดการทุจริต
3) ยกระดับ 4 หน่วยงานเป็นต้นแบบความโปร่งใส ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรุงเทพมหานคร โดยการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างอย่างครบถ้วน และเข้าระบบ e-Government Procurement ลดการใช้ดุลยพินิจที่ไม่จำเป็น มีมาตรฐานการตรวจสอบที่เข้มงวดโปร่งใสเช่น ให้ผู้มาติดต่อราชการได้ประเมินความพึงพอใจ (Citizen feedback)
2. การสร้าง ระบบความชื่อตรงภาครัฐ เพื่อการต่อต้านคอรัปชั่นในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD
3. การแก้ไขปัญหาอุปสรรคจากกฎหมายที่ล้าสมัยจากแผนงาน Reinvent Thailand สืบเนื่องจาก ความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน (กกร.) และภาคการเงิน ริเริมจัดทำโครงการ Reinvent Thailand โดยร่วมกันสร้างให้เกิด Impact ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจไทย โดยมุ่งเน้นการประสานความร่วมมือ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจใน 6 ธุรกิจ คือ 1) Agri & Food Processing (เกษตรและอาหาร) 2) Automotive (ยานยนต์) 3) Smart Electronics (อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ) 4) Medical &Wellness (สุขภาพและการแพทย์) 5) Tourism (ท่องเที่ยว) 6) Retail & Trading (ค้าปลีก) และเพิ่มเติม 7) Creative Economy (ธุรกิจสร้างสรรค์)
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ในการหารือรองนายกรัฐมนตรีและผู้แทนจากภาคเอกชน ยังกำหนดแนวทางที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันผลักดันการปรับปรุงกฎหมาย ขั้นตอนการทำงาน การให้บริการของรัฐ อย่างเป็นระบบและมีกำหนดเวลาการทำงานที่ชัดเจน โดยในช่วงต้นเดือน มิ.ย. กกร. จะนำเสนอข้อกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายลำดับรองที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจต่อไป

@ คอร์รัปชันปัญหาระดับชาติ-วิกฤตประเทศ
ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า คณะทำงาน Zero corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน วันนี้ได้ขอพบนายกรัฐมนตรี แต่ได้มอบหมายนายปกรณ์เป็นผู้แทนพูดคุย ซึ่งคณะทำงานฯ ได้มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอยื่นต่อรัฐบาล 3-4 ประเด็น
"วันนี้การคอร์รัปชันเป็นปัญหาวิกฤตของประเทศไทยที่ต้องใส่ใจและแก้ไขร่วมกัน เพราะเป็นปัญหาระดับชาติที่เอกชนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งทุกข้อเสนอนายปกรณ์ให้การตอบรับที่ดีทุกข้อ และจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในเย็นวันนี้ (15.พ.ค.69)"นายมานะกล่าว
นายมานะกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังให้มูลเพิ่มเติม ภายหลังจากคณะทำงานฯ ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นภาคประชาชนว่า หน่วยงานภาครัฐใดบ้างที่มีการเรียกรับสินบนจำนวนมาก กว่า 26 หน่วยงาน
"สิ่งที่เราอยากเห็นไม่ได้หวังว่าจะเกิดการเอาข้อมูลมาใช้เป็นประเด็นต่อว่า ด่าทอ หรือ ตำหนิ หน่วยงานของรัฐ แต่หวังว่าเมื่อเปิดเผยข้อมูลออกมาแล้ว ทุกหน่วยงานจะยอมรับความจริงและนำไปแก้ไข"นายมานะกล่าว
นายมานะกล่าวว่า จากนี้ไปได้รณรงค์ให้ภาคเอกชนและภาคประชาชน ถ้าเจอคอร์รัปชันการรับสินบนที่ไหนขอให้ทุกคนช่วยกันร้องเรียนอย่ายอมทน เพราะเป็นต้นทุนการทำธุรกิจที่สูงมาก ประมาณ 48 % ของภาคเอกชนเวลาไปติดต่อหน่วยงานต้องมีการจ่ายสินบน เป็นต้นทุนที่ทำให้ประเทศไทยเสียศักยภาพในการแข่งขันและทำให้เสียชื่อเสียง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีคอร์รัปชันไทยตกต่ำ
นายมานะกล่าวว่า ผลการสำรวจของกกร.ไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่า เป็นนักการเมือง หรือ ข้าราชการระดับใด แต่ไม่อยากเห็นการอธิบายว่า เป็นปัญหาของตัวบุคคล เพราะพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ต่อเนื่อง ยาวนาน เป็นปัญหาเชิงระบบ และวัฒนธรรมการทำงานของหน่วยงานระบบราชการ ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล เป็นการปัดปัญหาออกไปและไม่ทำให้เกิดการแก้ไขได้
รายงานข่าวระบุว่า นายปกรณ์ ได้แสดงเจตจำนงว่า รัฐบาลจะผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) เพื่อไม่ให้เกิดการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริต
รายงานอีกว่า และเร็วๆ นี้ กกร.จะออกมาเปิดเผยแผนประทุษกรรมและพฤติการณ์การเรียกรับสินบนของ 26 หน่วยงาน ออกมาตีแพร่ให้สังคมได้เห็นวิธีการในการทุจริต เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงรุกต่อไป
อ่านข่าวประกอบ : โพล‘กกร.’เผย‘ภาคธุรกิจ’51.2%ชี้คอร์รัปชั่น‘แย่ลง’-เปิดชื่อหน่วยงานรัฐ‘มูลค่าสินบน’สูงสุด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา