
‘กรณ์’ ตั้งกระทู้ถามสด ‘บอร์ดบางจาก’ เสียงไม่พอแก้ข้อบังคับ-ห้าม กก.ผู้ถือหุ้น ถูกดำเนินคดียึดทรัพย์ข้อหา ‘ฟอกเงิน’ สกัด ‘ทุนเทา’ ถาม กก.ผู้แทนกระทรวงการคลัง ทำไมยอมถอย-ไม่ยืนสู้ - ‘เอกนิติ’ ตอบ สู้เต็มที่แล้ว ก.คลัง ถือหุ้น 15-16 % ไม่มีสิทธิเหนือผู้ถือหุ้นรายอื่น ลั่น ถ้าผลสอบออกมาผิด พร้อมใช้อำนาจถอดถอน ‘ประธาน ก.ล.ต.’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผู้ตั้งกระทู้ถามสด ถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เรื่อง บริษัทโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ซึ่งได้หลวมตัวเปิดทางให้กลุ่มทุนเทาเสนอผู้มาเป็นกรรมการบริษัทเมื่อปี 2568 ประเด็นปัญหา คือ หลังจากนั้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้กล่าวหาว่า มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนเทาของนายเบน สมิธ จึงนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์ ส่งผลกระทบให้บริษัทต่างชาติหลายบริษัทคว่ำบาตรไม่ทำธุรกรรมกับบริษัทฯ
“บริษัทบางจากมีข้อเสนอที่จะเปลี่ยนข้อบังคับบริษัทเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ใครที่ถูกดำเนินคดีโดย ปปง. สามารถที่จะส่งตัวแทนมาเป็นกรรมการบริษัทได้ และบริษัทฯได้แจ้งไปที่กลุ่มที่เป็นปัญหาว่า ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนในที่ประชุม เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1185 และกติกาของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในเรื่องของการกำกับดูแลที่ดี แต่ปรากฏว่า กลุ่มดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่ถูกกระทบ คือ กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นทุนทุนได้คัดค้าน โต้แย้ง สุดท้ายคณะกรรมการบางจากก็ต้องถอย ทำไมถึงยอมถอย แทนที่จะยืนสู้ ทั้งที่กระทรวงการคลังมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการบางจาก ทั้งที่กลกฎหมาย กระแสสังคมอยู่ข้างท่าน เมื่อถึงวันประชุมผู้ถือหุ้นจึงมีคะแนนเสียงไม่เพียงพอในการแก้ข้อบังคับ ทั้งที่เจตนาที่ดีของผู้บริหารของบริษัท เพื่อที่จะต่อสู้ ผลักดัน กำจัดทุนเทา ออกจากบริษัทที่มีความสำคัญระดับประเทศ แต่แล้วก็ไม่สำเร็จ”นายกรณ์กล่าว
ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1185 ระบุว่า ผู้ถือหุ้นคนใดมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในข้อใด ซึ่งที่ประชุมจะลงมติ ท่านห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นคนนั้นออกเสียงลงคะแนนในข้อนั้น
นายกรณ์กล่าวว่า คำถามที่จะถามนายเอกนิติ คือ ระหว่างนี้ ก.ล.ต.ทำอะไร ทำไม ก.ล.ต.ถึงได้เงียบเฉย ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยผู้บริหารบริษัทที่พยามรักษาหลักธรรมาภิบาลที่ดี ต่อสู้กับทุนเทา แต่ก.ล.ต.กลับไม่มีการดำเนินการใดๆเลย ซึ่งตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน ฉบับ 2560 ของ ก.ล.ต.เอง ระบุไว้ชัดเจน ว่า ใครที่มีส่วนได้เสียต้องไม่มีสิทธิลงคะแนนในที่ประชุม
“ซ้ำร้ายกว่านั้น นายเอกนิติ ในฐานะรมว.คลัง ควรจะต้องอธิบายด้วยว่าทำไมกระทรวงการคลัง ทั้งในฐานะผู้กำกับ ก.ล.ต. และในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทโรงกลั่นน้ำมันบางจากถึงได้นิ่งเฉย ถึงได้ยอมแพ้ ศิโรราบต่อกลุ่มทุนเทา สามารถที่จะมีกรรมการในบริษัทประเทศอย่างบางจากได้อยู่ เป็นเรื่องอัปยศตลาดทุนไทย”นายกรณ์กล่าว
@ กก.ผู้แทน ก.คลัง ทำหน้าที่เต็มที่-ยึดหลักธรรมาภิบาล
นายเอกนิติกล่าวตอบคำถามว่า ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานอิสระ กระทรวงการคลังทำหน้าที่ออกนโยบาย ตนเอง ในฐานะรมว.คลัง ทำหน้าที่ให้นโยบายกำชับ ก.ล.ต.
“เรื่องบางจาก กระทรวงการคลังถือหุ้น 15-16 % ผ่านกองทุนวายุภักษ์ ทำหน้าที่ผ่านกรรมการที่เป็นผู้แทนกระทรวงการคลัง ข้อเสนอ ข้อบังคับของกระทรวงการคลังที่บอกว่า พยายามเสนอปรับข้อบังคับบริษัทฯ เพื่อที่จะไม่ให้บริษัทฯ แต่งตั้งบุคคลที่มาจากบริษัทที่มีปัญหาผิดกฎหมาย ผู้แทนกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่กระทรวงการคลังได้เห็นชอบในข้อบังคับนั้นเช่นเดียวกัน เราทำหน้าที่โดยคำนึงถึงธรรมาภิบาล”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า ตนเองได้มอบนโยบายให้มีความโปร่งในและชัดเจนกับเลขาธิการ ก.ล.ต. ในฐานะผู้มอบนโยบาย กฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ปี 35 ต้องการให้แยกบทบาทประธาน ก.ล.ต. ออกจากรมว.คลัง
“ผมทำหน้าที่ของกระทรวงการคลังอย่างเต็มที่ในเรื่องธรรมาภิบาล ดูแลสิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อย เราจะเข้าไปแทรกแซงบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เราต้องใช้สิทธิผ่านกรรมการผู้ถือหุ้นของกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับนโยบายของผมในเรื่องธรรมาภิบาลอย่างเต็มที่”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวตอบว่า ก.ล.ต. องค์กรอิสระทุกแห่ง ต้องมีความรับผิดรับชอบ ตนเองไม่เคยอยู่นิ่งเฉย โดยเฉพาะเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ แต่ต้องทำภายใต้กรอบกฎหมายและหน้าที่
“เรื่องบางจาก ทำไมกรรมการถอย กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น ไม่ใช่รายใหญ่ กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง ซึ่งรับมอบอำนาจนโยบายจากกระทรวงการคลัง กรรมการส่วนใหญ่เป็นกรรมการอิสระ ได้รับเลือกจากผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นรายย่อย บริษัทมหาชน ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯต้องคำนึงถึงสิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อย ไม่ได้เอาเสียง 15 % 16 % ไปมีอำนาจเหนือผู้ถือหุ้นรายอื่น แต่ผมได้กำชับให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังทำหน้าที่เต็มที่ ยืนยันว่า ให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังยืนยัน ไม่ใช่แค่นี้ ให้เปลี่ยนกรรมการผู้แทนจากบริษัทต่างๆ ที่อาจจะมีปัญหาเรื่องกฎหมายให้ออกจากบอร์ดชุดย่อยที่อาจจะมีความอันตราย สุ่มเสี่ยง ข้อบังคับเป็นข้อบังคับที่นำเสนอโดยกรรมการ กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังก็สนับสนุนตามที่ท่าน (นายกรณ์) เสนอ อย่างเต็มความสามารถ เพราะเราไม่ต้องการให้ผู้แทนที่มาจากบริษัทที่อาจจะมีความเกี่ยวโยง ถูกดำเนินคดี ไม่ให้มานั่งตรงนี้ ผมทำหน้าที่เต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส”นายเอกนิติกล่าว
@ จี้ ถอดถอน ประธาน ก.ล.ต.
นายกรณ์ถามเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ ก.ล.ต. เป็นองค์กรอิสระ แต่นายเอกนิติ ในฐานะรมว.คลัง มีอำนาจแต่งตั้ง หรือ ถอดถอน ประธาน ก.ล.ต. ซึ่งถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุนเทาในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ไปลงนามในเอ็มโอยูที่ถูกยกเลิกไป และในวันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวหาไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
“เป็นเหตุผลที่ ก.ล.ต.ลังเลมากๆ ในการเคลื่อนไหวในการกำจัดหรือต่อสู้กับทุนเทาหรือไม่ แต่เรื่องนี้ อำนาจอยู่ที่ท่าน (รมว.คลัง) จะบอกว่าเป็นองค์กรอิสระ ท่านทำอะไรไม่ได้ เป็นข้ออ้างที่อ่อนเกินไป”นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ถามคำถามที่สองที่เป็นเรื่องทุนไทยในตลาดทุนไทย ว่า ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ ระดับความอัปยศมีเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องยังเป็นชื่อเดิม เช่น กองทุน CAI ซึ่ง ปปง. กล่าวหาและยึดอายัดทรัพย์ นายเบน สมิธ และปัญหาเดิม คือ ก.ล.ต.ไม่ทำงาน และเรื่องเดิม คือ รมว.คลัง ในฐานะกำกับ ก.ล.ต. ไม่ขยับ และกรณีบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ซึ่งมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของที่แท้จริง คือ กองทุน CAI และนายเบน สมิธ
“เมื่อสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กองทุน CAI ของนายเบน สมิธ สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย อยู่ดีๆ เพิ่มขึ้นจากเดิม 24 % ที่เคยซื้อมาจากบริษัทอดีตรมช. วันนี้กลับกลายเป็น 44 % ท่านรัฐมนตรีฯทราบดีว่า ใครถือหุ้นเกิน 25 % จะถูกบังคับโดยกฎหมายก.ล.ต. ว่า จะต้องตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นส่วนที่เหลือจากผู้ถือหุ้นรายย่อยทุกคนในราคาเดียวกันกับที่ซื้อจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ อาจจะมีข้ออ้างว่า ครั้งนี้เป็นการเพิ่มทุนในลักษณะให้สิทธิกับผู้ถือหุ้นเดิมก่อน (rights issue) ซึ่งโดยปกติจะได้รับการยกเว้นจากการต้องตั้งโต๊ะซื้อหุ้นในกรณีที่มีหุ้นเกินที่ก.ล.ต.กำหนด”นายกรณ์กล่าวและว่า
“แต่เรื่องนี้มีเงื่อนงำ เพราะแม้แต่การกำหนดราคาขายหุ้นสิทธิพิเศษให้กับผู้ถือหุ้นเดิมก็ตั้งราคาไว้สูงกว่าราคาตลาด แล้วใครจะไปซื้อ เหมือนมีเจตนาว่า ผู้ถือหุ้นทุกคนต้องปฏิเสธเพื่อบริษัทจะได้จัดสรรหุ้นส่วนที่เหลือให้กับกองทุนฯ นี้ได้ นอกจากนั้น วันนี้ ก.ล.ต.ทราบแล้วด้วยว่า การถือหุ้นที่แท้จริงของกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่ 44 % มีคนอื่น รายอื่น ที่ล้วนถูกยึดอายัดทรัพย์โดย ปปง.แล้วทั้งสิ้น ที่ถือหุ้นรวมกันกับกองทุนฯนี้ เท่ากับกลุ่มทุนเทาเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซียถึงกว่า 60 % บริษัทไหนที่มีการคืบสิทธิการถือหุ้น การครองหุ้น เกิน 50 % จะถูกบังคับโดยกฎหมาย โดยไม่ได้รับข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น ที่ต้องตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นทุกคนในราคาที่สูงที่สุดเท่าที่ซื้อมา แต่ไม่เคยเกิดขึ้น วันนี้ผิดทั้งการแจ้งเท็จ การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ต้องซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อย”นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวว่า รมว.คลังหนีความรับผิดชอบได้ เพราะนอกจากเป็นผู้กำกับ ก.ล.ต.แล้ว บริษัทหลักทรัพย์ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ซึ่งออกโดยกระทรวงการคลัง รมว.คลังจะดำเนินการจัดการกับทุนเทาจากบริษัทฟิแนนเซีย บริษัทบางจาก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการถือครองหุ้นโดยกลุ่มทุนเทา ในตลาดหลักทรัพย์ ฯ เมื่อไหร่ อย่างไร
@ ลั่น พร้อมใช้อำนาจ ถอดถอน ประธาน ก.ล.ต.
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับเรื่องประธาน ก.ล.ต. ตนเองได้กำชับเลขาธิการ ก.ล.ต. ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะเป็นกรรมการ ก.ล.ต. ให้ทำหน้าที่ กฎหมายคือกฎหมาย วันนี้กระทรวงยุติธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมายมีความชัดเจน เป็นผู้ผิด และผิดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. เราจะดำเนินการตามกฎหมายในการถอดถอนแน่นอน แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส เป็นหลัก และขอย้ำว่า ที่ผ่านมาไม่นิ่งเฉย และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่เคยลดหย่อนและไม่เคยเห็นชอบในเรื่องทุนเทา ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ และประสานกับกระทรวงยุติธรรมอย่างใกล้ชิด
นายกรณ์กล่าวว่า สุดท้ายสิ่งที่สำคัญไม่เพียงแต่เจตนารมณ์ แต่คือผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ แต่วันนี้ผลลัพธ์ที่เป็นที่ประจักษ์ คือ กลุ่มทุนเทายังมีสิทธิเป็นกรรมการบริษัทระดับประเทศที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ สุดท้ายทุนเทายังอยู่
“ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กลุ่มทุนเทาถือหุ้นในบริษัทนี้เกิน 50 % แน่นอน ผิดกฎหมายอยู่แล้ว บริษัทนี้กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกใบอนุญาต เราปล่อยปละละเลยไม่ได้ แล้วที่บอกว่า ทำอะไรไม่ได้ เพราะ ก.ล.ต. เป็นองค์กรอิสระ รมว.คลังมีอำนาจตามกฎหมายโดยตรง ต้องรอให้ประธาน ก.ล.ต.ได้พิสูจน์ตนเองก่อน ถ้าถูกพิพากษาว่า ผิด มันผิดตามเงื่อนไขคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งอยู่แล้วในตัว แต่วันนี้เรากำลังพูดถึงความเหมาะสม ความเชื่อมั่น หลักธรรมาภิบาลขององค์กร ก.ล.ต. ซึ่งอำนาจตามกฎหมายอยู่ในมือของท่านที่จะตัดสินใจว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เมื่อเทียบกับผลการทำงานของ ก.ล.ต. ที่เราเห็นและกังวลอยู่ทุกวันนี้”นายกรณ์กล่าว
นายเอกนิติขอลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนเองไม่เคยพูดว่า ทำอะไรไม่ได้ ทำตามอำนาจหน้าที่ ศึกษากฎหมายอย่างเคร่งครัด การยึดทรัพย์ของกระทรวงยุติธรรมกลุ่มทุนเทา ข้อมูลหลายอย่างมาจากกระทรวงการคลังและก.ล.ต. โดยความร่วมมือกับต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องประกาศ เพราะผลลัพธ์คือการยึดทรัพย์กลุ่มทุนเทา
“การใช้อำนาจหน้าที่แก้ไขข้อบังคับ ผมก็ทำหน้าที่ในฐานะกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังให้ทำหน้าที่อย่างโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล เช่นเดียวกัน เรื่อง ประธาน ก.ล.ต. เน้นย้ำอีกครั้ง เมื่อไหร่ถ้าถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผิดคุณสมบัติ เราก็พร้อมใช้คณะกรรมการดำเนินการทันที นำเสนอรมว.คลัง และเมื่อถึงตอนนั้น ผมก็พร้อมใช้อำนาจตากฎหมายอย่างถูกต้อง โดยยึดหลักธรรมาภิบาลและให้เป็นไปตามกฎหมาย”นายเอกนิติกล่าว
@'ก.ล.ต.'แจงถูกอภิปรายพาดพิงปม'ทุนเทา'
ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีที่มีการอภิปราย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีกรณีของบริษัท ฟินันเซีย เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ FSX ที่มีการเพิ่มทุน และไม่มีการทำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (tender offer) โดยระบุว่า กรณีที่ผู้ถือหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยถึงหรือข้ามทุกร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด (ไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง) จะต้องมีการรายงานเพื่อให้ผู้ลงทุนทราบเป็นการทั่วไป
และหากถือครองหุ้นจนถึงหรือข้ามจุด (trigger point) จะต้องทำคำเสนอซื้อ เช่น 25% 50% หรือ 75% ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เป็นการทั่วไป (tender offer) โดยมีการยกเว้นหน้าที่การรายงานและการทำ tender offer อยู่หลายกรณี
เช่น การได้หุ้นมาตามสิทธิที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นมรดก, right offering (RO), stock dividend หรือ การได้มาเนื่องจากการทำคำเสนอซื้อ หรือการใช้สิทธิแปลงสภาพตามหลักทรัพย์แปลงสภาพที่ได้มาจากคำเสนอซื้อ เป็นต้น ซึ่งข้อยกเว้นกรณี RO ดังกล่าว เป็นข้อกำหนดที่มีมาตั้งแต่ปี 2538 และได้มีการปรับปรุงให้มีความเข้มงวดมากขึ้นในปี 2562 โดยให้ยกเว้นเฉพาะกรณีที่มีการใช้สิทธิ RO ตามสัดส่วนเท่านั้น และหากมีการได้มาจนถึงหรือข้าม trigger point ข้อยกเว้นจะสิ้นสุดลงเมื่อมีการได้หุ้นเพิ่มขึ้นอีก แม้เพียง 1 หุ้นก็ตาม (one share rule)
สำหรับกรณีการเพิ่มทุนของ FSX ในปี 2568 และมีผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นเพิ่มขึ้นจนข้าม trigger point กรณีดังกล่าวเป็นการได้มาจาก RO ซึ่งเป็นการใช้สิทธิไม่เกินสิทธิของผู้ถือหุ้นเดิม จึงได้รับการยกเว้นหน้าที่ในการทำ tender offer และรายงานตามมาตรา 246 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ การเสนอขายหุ้น RO ของผู้ถือหุ้นตามสัดส่วน ได้รับยกเว้นการขออนุญาตเสนอขายจาก ก.ล.ต. ตามมาตรา 33(3) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
ในประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้มีการดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินกับกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม จะพิจารณาได้ว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ที่ต้องทำ tender offer หรือต้องรายงานตามมาตรา 246 หรือไม่นั้น
ก.ล.ต. ขอชี้แจงว่า การเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกัน ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ มีข้อพิจารณาที่แตกต่างจากการยึดอายัดทรัพย์สินของ ปปง. และ/หรือหน่วยงานอื่น ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนภายใต้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ กล่าวคือ ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งรวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างรัดกุมต่อไป ทั้งนี้ หากพบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายที่ ก.ล.ต. กำกับดูแล ไม่ว่าจะกระทำโดยบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใด ก.ล.ต. จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกกรณี
ในส่วนของข้อสงสัยเกี่ยวกับกรณีการแก้ไขข้อบังคับบริษัทจดทะเบียนเพื่อเพิ่มกลไกป้องกัน “ทุนเทา” ขอให้ข้อมูลว่า ประเด็นการแก้ไขข้อบังคับและการออกเสียงของผู้ถือหุ้นบางกลุ่มต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนฯ ซึ่งไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตของ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ได้มีการประสานงานและส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาประเด็นในเรื่องการใช้สิทธิออกเสียงของผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม
นอกจากนี้ ยังผลักดันบทบาทของผู้ลงทุนสถาบันและสมาคมต่าง ๆ ให้เห็นความสำคัญของการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเห็นได้จากการที่สมาคมบริษัทจัดการลงทุนร่วมแสดงจุดยืนเชิงรุกในการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลตลาดทุนไทย และความสำคัญของกระบวนการคัดกรองคุณสมบัติกรรมการบริษัทจดทะเบียน
การดำเนินการของ ก.ล.ต. ภายใต้การบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ ปปง. และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งที่ผ่านมาสามารถสนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายของหน่วยงานอื่น ๆ เช่น การยึดอายัดทรัพย์สิน เป็นต้น ทั้งนี้ การดำเนินการและการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต. เป็นไปด้วยความเป็นอิสระ และมุ่งประโยชน์ส่วนรวมในการสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา