‘ผู้ว่าฯธปท.’ ประเมินผลกระทบสงครามใน ‘ตะวันออกกลาง’ ดันราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ฉุด ‘จีดีพี’ ลดลง 0.1-0.2% มั่นใจควบคุม ‘เงินเฟ้อ’ ได้ แต่หากสถานการณ์ ‘ยืดเยื้อ’ ต้องประเมินตัวเลขใหม่
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน ต่อเศรษฐกิจไทย ว่า สงครามที่อิหร่านจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยบ้าง แต่คงไม่มากนัก ซึ่งจากการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจเบื้องต้น ณ สถานการณ์ในปัจจุบัน คาดว่าจะทำให้จีดีพีลดลงประมาณ 0.1-0.2% และก็ยังติดตามว่าสถานการณ์การสู้รบจะยาวนานและบานปลายไปมากน้อยเพียงใด
“สงครามที่อิหร่าน ตอนนี้อยู่ในช่วงระยะที่เราประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะต้องยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นรายชั่วโมง เป็นรายวัน เพราะฉะนั้น ตอนนี้เรายังอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบว่า จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศแค่ไหน และจริงๆแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ถ้ารบกันนาน ถ้ามีผลกระทบต่อซัพพลายของน้ำมันที่ส่งออกมานานเท่าไหร่ ก็จะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นยาวนาน และส่งผลกระทบมากขึ้น
แต่เท่าที่ดูในปัจจุบัน ประเมินเบื้องต้น ต้องยอมรับว่า ด้วยความที่ประเทศไทยเป็น Net import นำเข้าน้ำมันค่อนข้างเยอะ เราคงมีผลกระทบในเรื่องต่อจีดีพีบ้าง แต่เท่าที่ประเมินก็ไม่มากนัก อาจทำให้จีดีพีลดลงบ้าง 0.1-0.2% ณ ปัจจุบัน ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะเข้มแข็งดี ซึ่งก็อย่างที่บอก ยังต้องประเมินกันต่อไปว่า จะบานปลาย และยาวออกไปแค่ไหน” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวต่อว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก จะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อของไทยสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันคิดเป็นสัดส่วน 13% ในการคำนวณตะกร้าเงินเฟ้อ โดย ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 0.2-0.3% และด้วยความที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยอยู่ระดับต่ำ จึงคิดว่าเรายังมีความสามารถในการดูแลเรื่องเงินเฟ้อได้ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจมหภาคของไทยมีเสถียรภาพดีมาก
“ส่วนที่จะกระทบมากกว่า คือ เงินเฟ้อ เพราะราคาน้ำมันจะมีผลในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 13% ของการคำนวณเงินเฟ้อ และยังมีผลกระทบทางอ้อมเข้ามาด้วย แต่เท่าที่ดู ก็คิดว่า ด้วยความที่เงินเฟ้อเราอยู่ระดับต่ำ ปีนี้เราประเมินว่า เงินเฟ้อจะอยู่ประมาณ 0.2-0.3% และถึงแม้เงินเฟ้อว่าจะเพิ่มขึ้นมาอีก ก็คิดว่าเรายังมีความสามารถในการดูแลเรื่องนี้ได้
สำหรับในภาพรวม เราเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจมหภาคดีมาก เงินกู้ที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกดึงกลับไป ก็ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับทุนสำรองฯที่เรามี เรามี Buffer ที่ป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากความผันผวน หรือการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ค่อนข้างดี จึงยังไม่มีความกังวลในเรื่องนี้
ส่วนที่บางคนกังวลว่า มีประกาศมาว่าน้ำมันสำรองเรามี 60 วัน อันนี้ต้องฟังท่านนายกฯ ท่านบอกมี 60 วัน ก็จริง แต่ว่าในทางปฏิบัติ มันก็มีน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทน เราไม่ได้ import น้ำมันจากแหล่งนั้นแหล่งเดียว เรามีส่วนอื่นทดแทน และเรายังมีพลังงานอย่างอื่นมาทดแทนด้วย ฉะนั้น จึงไม่ต้องตื่นตระหนกขนาดนั้น
วันนี้อาจเป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนมาก ก็เป็นปกติ เราผ่านตลาดผันผวนอย่างนี้ในชีวิตเราหลายๆรอบมาก 7 รอบ 10 รอบ เดี๋ยวอีก 2-3 วัน ก็กลับมาเป็นปกติ ซึ่งเราก็ต้องเข้าประเมินกันต่อไปว่า ผลกระทบของต่อราคาน้ำมันจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะมีผลกระทบยาวแค่ไหน แต่คิดว่ายังอยู่ในจุดที่ควบคุมได้” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย ยังย้ำว่า “เงินเฟ้อเรา ปัจจุบันต่ำมากๆ ตอนนี้ ถ้าทั้งปีนี้ เราคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.2-0.3% แต่ก็ต้องดูว่า ราคาน้ำมันขึ้นไปไกลแค่ไหน วันนี้ราคาน้ำมันก็เริ่มลงบ้าง ขึ้นบ้าง ยังไม่ชัดเจน แล้วก็ต้องดูในเรื่องของระยะเวลาว่า จบสั้นหรือจบเร็ว ถ้าจบยาวมากๆ หลายๆเดือน ถ้าเกิดอันนี้ คงมีผลกระทบมากขึ้นกว่าจะคิดไว้ ตอนนี้คิดว่า น่าจะเป็นอย่างที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯประกาศ คือ ประมาณ 4-5 อาทิตย์”
เมื่อถามว่า หากราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นไปถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มไปอยู่ที่เท่าไหร่ นายวิทัย กล่าวว่า ก่อนการสู้รบ ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 70-72 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลหรือไม่ ก็ต้องดูสถานการณ์อีกทีว่า มีโอกาสจะเกิดขึ้นหรือไม่ และหากเกิดขึ้น ก็ต้องดูว่าเวลาจำกัดเพียงใด เพราะตามปกติแล้ว เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไป เมื่อไปถึงจุดๆหนึ่ง ราคาก็จะไหลลงมา ซึ่งโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปถึงระดับนี้ มีไม่บ่อยนัก
เมื่อถามว่า ในระยะสั้น ธปท.จะต้องมีมาตรการทางการเงินออกมาเพิ่มเติมหรือไม่ นายวิทัย กล่าวว่า “ผมคิดว่า ณ วันนี้ คงต้องดูผลกระทบว่า มันระยะยาวหรือเปล่า และกว้างใหญ่ขนาดไหน เท่าที่ดูในปัจจุบัน ผมเชื่อว่ารัฐบาลกำลังเตรียมโครงการฯอยู่ ซึ่งเท่าที่ฟังจากท่าน รมว.คลัง รัฐบาลน่าจะมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือออกมาอีก
ส่วนมาตรการด้านการเงิน เราโชคดีที่ลดดอกเบี้ยล่วงหน้าไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งจริงๆแล้ว เราก็เห็นความเสี่ยงตรงนี้แล้ว แต่คิดว่า ถ้ามันจะเกิดขึ้น ก็ไม่น่าจะเกิดแรงขนาดนี้ น่าจะเหมือนกับที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว รบกัน 12 วัน ยิงกันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเท่านั้น แต่ที่เกิดขึ้นในคราวนี้ อาจจะกว้างขวางกว่าที่เราประเมินไว้บ้าง แต่ว่าก็อย่างที่เรียน ถ้าไม่บานปลายไปกว่านี้ ก็คงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้าง แต่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้”
เมื่อถามว่า หากสถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อ จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษ หรือไม่ นายวิทัย กล่าวว่า หากสถานการณ์มีความรุนแรง และมีความจำเป็นต้องออกมาตรการอะไร ธปท.ก็พร้อมดูแล ออกมาตรการ หรือปรับทุกอย่าง เพียงแต่ว่า ณ วันนี้ เรายังอยู่ในจุดที่คอยติดตามสถานการณ์ต่อไป
ด้าน นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งได้เข้าร่วมการแถลงข่าวความคืบหน้าการเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่กรุงเทพฯ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางน่ากังวล และไม่ทราบว่าระยะเวลาจะนานแค่ไหน
นางคริสตาลินา ยังระบุว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีผลกระทบใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.เรื่องราคาพลังงาน เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันจำนวนมาก 2.ผลกระทบต่อตลาดทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น และ 3.ผลกระทบต่อการเดินทาง การท่องเที่ยวและการค้า
“ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับว่าระยะเวลาจะยาวนานแค่ไหน แต่ส่วนตัวขอมองโลกในแง่ดีว่า เหตุการณ์จะมีทางออกโดยเร็ว” นางคริสตาลินา กล่าว
อ่านประกอบ :
‘อนุทิน’ถกรับมือผลกระทบสู้รบใน‘ตะวันออกกลาง’-‘สภาพัฒน์’ประเมินจีดีพีปีนี้โตเหลือ1.3-1.6%

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา