
'วิฑูรย์' ทนาย 'เบน สมิธ' แจงปมไม่กลับไทยมาสู้คดี เหตุไม่มั่นใจในระบบกระบวนการยุติธรรม เผยไม่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ พร้อมตั้งข้อสังเกตลูกความถูกใช้ เป็นเครื่องมือทางการเมือง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ นายนายเบน สมิธแถลงข่าวภายหลัง ตำรวจสอบสวนกลาง ออกหมายจับนายนายเบน สมิธ และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ภรรยา ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งมีผู้เสียหายที่เป็นนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเมื่อวานที่ประชาชนได้ทราบกัน กลายเป็นว่า เหมือนการนำนาย นายเบน สมิธ ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการโจมตีไปยัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เท่านั้น เพราะมีความกับใกล้ชิด กับนักการเมืองหลายคน จึงพยายามนำนายนายเบน สมิธ ไปเป็นอาวุธทางการเมือง และข้อกล่าวหาที่ตํารวจตั้งมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิพาทระหว่างนายเบน สมิธ กับบริษัทในประเทศลาว จึงยืนยันได้ว่าสิ่งที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่าในรายการดังว่า นายเบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจหรือโบรกเกอร์ ไม่ใช่สแกมเมอร์ ซึ่งแตกต่างจากที่ นายรังสิมันต์ โรม ได้เคยอภิปรายไว้ในสภาวันแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ที่กล่าวหาว่านายเบน สมิธ เป็นเจ้าพ่อสแกมเมอร์ รวมถึงข้อเท็จจริงของคดีความที่ ตำรวจสอบสวนกลางกล่าวหา ก็ไม่ได้เกี่ยวกับสแกมเมอร์ หรือทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ตามที่พยายามเต้าข่าวกันมาในระยะเวลาหลายๆ เดือนที่ผ่านมา
นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า ภายหลังตํารวจออกหมายจับ นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กพูดถึงคดีที่มีการออกหมายจับพร้อมชื่นชมตํารวจ CIB และเรียกร้องให้ออกหมายแดง ในฐานะทนายความของคุณนายเบน สมิธ จึงอยากฝากถึง นายรังสิมันต์ โรม ว่า เรื่องที่ออกหมายจับเมื่อวานเป็นเพียงคดีทางเพ่ง เรื่องที่อาจจะผิดสัญญาในการซื่อขายหุ้นของบริษัท ซึ่งในการพยายามเชียร์ให้มีการออกหมายแดงทําให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการปั่นหรือประโคมข่าวเพื่อออกหมายแดงและนําเข้าสู่เกมการเมืองหรือไม่ เพราะมองว่าการโพสต์ของนายรังสิมันต์ โรม เหมือนต้องการเบี่ยงนายเบนประเด็นที่ถูกคุณนายเบน สมิธ ฟ้องฐานหมิ่นประมาทอยู่
นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ในฐานะทนายความของนายเบน สมิธ อดคิดไม่ได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ในคดีเมื่อวานเป็นการแจ้งความว่ามีความเสียหายอยู่ที่ 991 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์สินของนายเบน สมิธ กว่าหมื่นล้านบาท ถ้าอยากให้ผิดจริง ต้องยึด 991 ล้านบาทไปและคืนหมื่นกว่าล้านบาทมาทุกอย่างจบ
"สัดส่วนของการยึดทรัพย์ในคดีที่เกิดขึ้นไม่ได้สัดส่วนกันเลยยึดไปกว่าหมื่นล้าน แต่คดีมูลฐานที่นําส่ง ปปง. 991 ล้านบาท และเป็นเรื่องข้อพิพาททางเพ่งส่วนใหญ่ด้วยซํ้า" นายวิฑูรย์ กล่าว
นายวิฑูรย์ ระบุว่า สำหรับรายละเอียดของคดี ตนเองพูดได้ไม่หมด เพราะอาจจะกระทบต่อการต่อสู้คดี เพราะต้องนําไปใช้ต่อสู้ทางคดี แต่คดีของบริษัทลาวที่แจ้งกับทาง CIB มีข้อพิรุธหลักๆ 3 ประการ
1.ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้แจ้งความว่าเป็นบริษัทอะไร
2.ในเนื้อคดีมีการแจ้งความตั้งแต่ปี 67 ปรากฏว่าหนังสือมอบอํานาจจากประเทศลาว ไม่มีการรับรองรายมือชื่อจนเวลาผ่านมาถึง 9 ก.พ. มีตํารวจท่านหนึ่งใน CIB ติดต่อไปทางผู้เสียหายในลาวหรือบริษัทในลาวบอกให้ไปแจ้งความใหม่และทําหนังสือมอบอํานาจอีกรอบหนึ่งและมาแจ้งความเมื่อ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา และวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมามีการตัดหมายเลขคดีอาญาและวันที่ 26 ก.พ. มีการออกหมายจับ น่าแปลกใจที่ระยะเวลาคดีรวดเร็วมากน่าต้องใจพอสมควร จึงอยากให้ทําคดีรวดเร็วกับทุกๆ คดี ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
3. การพูดว่าถูกโกงเมื่อปี 2565 และมาแจ้งความปี 2567 ซึ่งเป็นคดีฉ้อโกงปกติในคดีอาญาส่วนตัว ระยะเวลาในการร้องทุกข์เพียง 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบ ซึ่งอายุความร้องทุกข์ขาดมาปีกว่าแต่ CIB กลับรับแจ้งความ เป็นสิ่งที่น่าตกใจมากซึ่ง CIB อาจบอกว่าเป็นคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ
นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า การกลั่นแกล้งทางการเมืองต่อนายนายเบน สมิธ ควรจะยุติลงได้แล้ว เพราะวันนี้แสดงให้เห็นว่านายเบน สมิธ ไม่ได้เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวหาจากนักการเมืองคนอื่นๆ และในฐานะทนายความของนายเบน สมิธ ก็ยินดีที่จะไปสู้คดีที่ ตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับ เพราะไม่ใช่คดีสแกมเมอร์ และวันนี้สิ่งที่นายเบน สมิธ มอบหมายให้ตนเองมาพูด ไม่ได้พูดเพื่อปกป้องตัวเอง แต่พูดเพื่อปกป้องหลักการพื้นฐานว่าบุคคลในประเทศไทยไม่ควรมีใครต้องมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองและลากเข้าสงครามทางการเมืองเพื่อโจมตีกันไปมา เพราะนายเบน สมิธ และครอบครัวเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับนักการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว
นายวิฑูรย์ กล่าวถึงการกลับมาต่อสู้คดี ว่า นายเบน สมิธ ยังไม่ได้มีการแจ้งเรื่องว่าจะกลับมาต่อสู้คดีหรือไม่ และต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเรื่องของการประกันตัวเป็นเรื่องยากมาก ส่วนตัวมองว่าหากจะให้นายเบน สมิธ กลับมาสู้คดี ก็ควรจะให้สิทธิประกันตัวเป็นมาตรฐานสากลหรือไม่ ถ้าหากไม่ก็คงต้องชั่งน้ำหนักว่ากลับมาแล้วคุ้มหรือไม่ เพราะคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองสูงมาก และเมื่อนายเบน สมิธ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และเป็นบุคคลที่สังคมจับตามอง จึงมองว่า ศาลคงไม่ให้ประกันตัว ส่วนหลักฐานในการต่อสู้คดีนั้น ที่ผ่านมาเอกสารหลักฐานที่ยื่นให้ตำรวจสอบสวนกลางค่อนข้างชัดและครบถ้วน หลังจากนี้จะยื่นอะไรเพิ่มหรือไม่ คงจะต้องหารือกันอีกครั้ง
เมื่อถามว่าที่นายเบน สมิธ ฝากมาบอกว่า ไม่อยากให้มีใครถูกลากไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น นายเบน สมิธ รู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าสุดท้ายต้องโดนแบบนี้ นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ทุกวันนี้นักธุรกิจรายใหญ่ๆ ในประเทศไทยรู้จักนักการเมืองทุกคน วันหน้าอาจจะเป็นคุณก็ได้ และส่วนตัวไม่ทราบว่านายเบน สมิธ จะคิดมาก่อนหรือไม่ว่าจะต้องโดนคดี
ส่วนตอนนี้ นายเบน สมิธ อยู่ที่ประเทศใด นายวิฑูรย์ ระบุว่า ขอไม่บอก และตนเองได้พูดคุยกันก่อนมาแถลงข่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา