
ปปง.ให้ผู้เสียหายยื่นขอชดใช้คืนคดี 'ยูเป็ง อัน' กับพวก แก๊งแฮกเกอร์ดูดข้อมูลบัตรเครดิต ซื้อทองแปลงเป็นคริปโตฯ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เผยแพร่ประกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่อง ให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องเพื่อขอรับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน รายคดี นายยูเป็ง อัน (MR.YUPENG AN) กับพวก ในความผิดเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมที่มีกฎหมายกำหนดเป็นความผิดและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระตามประมวลกฎหมายอาญา อันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (10) และ (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 กรณีจับกุมคนร้ายนำข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นมาใช้โดยมิชอบและนำเงินไปซื้อทรัพย์สิน หลังคณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน
มีรายละเอียดดังนี้
ด้วยคณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน (เก้าสิบวัน) นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ ในความผิดเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมที่มีกฎหมายกำหนดเป็นความผิดและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระตามประมวลกฎหมายอาญา อันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (10) และ (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ราย นายยูเป็ง อัน (MR.YUPENG AN) กับพวก
โดยมีพฤติการณ์แห่งคดี คือ เจ้าหน้าที่กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (บก.สส.สตม.) ได้จับกุมคนร้ายซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวโดยนำข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นมาใช้โดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น และนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมาซื้อทรัพย์สิน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 49/1 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 และข้อ 3 แห่งกฎกระทรวงการคืนหรือการชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน พ.ศ. 2567 จึงขอให้บุคคลผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดมูลฐานในรายคดีดังกล่าวและไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น ยื่นคำร้องเพื่อขอรับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ภายใน 90 วัน (เก้าสิบวัน) นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
อ่านประกาศ: https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/105719.pdf
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับที่มาของคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูง สั่งการให้เจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม. นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลอาญามีนบุรี เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในซอยพระยาสุเรนทร์ 9 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ และเข้าจับกุม นายยูเป็ง อัน อายุ 35 ปี สัญชาติจีน
พร้อมตรวจยึดของกลางรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ประกอบด้วย ข้อมูลบัตรเครดิตของบุคคลอื่นกว่า 5,000 รายการ โทรศัพท์มือถือ 70 เครื่อง ทองคำแท่งหนัก 20 บาท เงินสดกว่า 4 แสนบาท คริปโตเคอร์เรนซีกว่า 9 ล้านบาท และรถยนต์ 1 คัน
การจับกุมดังกล่าวเป็นการขยายผลอาชญากรรมทางไซเบอร์ข้ามชาติ หลังพบเบาะแสการนำข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นจากหลายประเทศ อาทิ จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์, มาเลเซีย และไทย ไปใช้โดยมิชอบ โดยนายยูเป็ง อัน ให้การยอมรับว่าใช้แอปพลิเคชัน Telegram สั่งการให้เครือข่ายนำข้อมูลบัตรเครดิตผู้อื่นไปสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือและทองคำทางออนไลน์
เมื่อได้รับสินค้าแล้วจะทำการล้างข้อมูลในโทรศัพท์ทิ้งเพื่อไม่ให้มีหลักฐาน ก่อนนำไปขายที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ย่านปทุมวัน จากนั้นนำเงินสดไปแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล (USDT) โอนกลับไปยังกลุ่มผู้ร่วมขบวนการ ทำมานานกว่า 10 เดือน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีในความผิดฐาน “ใช้และมีไว้เพื่อใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางชัน พร้อมประสานธนาคารพาณิชย์ในไทยเพื่อขยายผลติดตามเครือข่ายต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา