
ขสมก. เซ็นจ้าง ‘นครชัยแอร์’ เช่ารถใหม่ 1.520 คันแล้ว เตรียมส่งหนังสือให้เริ่มงาน ก.พ.-มี.ค.นี้ โดยเตรียมประมูลพื้นที่ีทำที่จอดรถและจุดชาร์จไฟ 12 อู่ วงเงิน 600 ล้านบาท
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ลงนามกับ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ในการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (Electric Vehicle : EV) จำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงิน 14,905 ล้านบาท โดยขสมก.จะมีหนังสือถึงเอกชนภายใน 30 วันหลังลงนามสัญญา เพื่อแจ้งถึงกำหนดเริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มงานกันในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. 2569 เพื่อให้รับมอบรถโดยสาร EV ชุดแรกจำนวน 500 คัน ภายในเดือน มี.ค. 2570 (หลังจาก NTP 300 วัน) และรับมอบครบทั้ง 1,520 คันภายในเดือน พ.ค.2570 (ภายใน 360 วันหลังจาก NTP ) เป็นรถของ NEX และ EA ที่ต้องรับผิดชอบดูแลเหมาซ่อมตลอดระยะเวลา 7 ปี
@จ่อประมูลปรับปรุงพื้นที่ทำที่จอด-จุดชาร์จไฟ 12 อู่ 600 ล้าน
ทั้งนี้ การกำหนดระยะเวลาส่งมอบรถล็อตแรกภายใน 300 วัน เนื่องจากจะต้องมีเวลาในการเตรียมพร้อมทั้งในส่วนของเอกชนที่ต้องดำเนินการผลิตรถ ส่วน ขสมก.เองจะต้องเตรียมพื้นที่สำหรับเป็นอู่จอดรถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คัน และรองรับการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า โดยตั้งกรอบงบประมาณปี 2569 วงเงิน 600 ล้านบาท สำหรับดำเนินการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยอยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด ซึ่งเบื้องต้นกำหนดพื้นที่จอดและชาร์จไฟฟ้าจำนวน 12 อู่
โดยเป็นอู่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก. จำนวน 5 แห่ง สามารถรองรับรถโดยสาร EV ได้ 574 คัน ได้แก่ อู่บางเขน อู่มีนบุรี อู่สวนสยาม อู่รังสิต อู่แสมดำ ส่วนอีก 7 แห่งเป็น พื้นที่หน่วยงานของรัฐ และเอกชน ประกอบด้วย สถานีเคหะ สถานีคลองบางไผ่ (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ปู่เจ้าสมิงพราย (กรมทางหลวงชนบท) คลองเตย (การท่าเรือแห่งประเทศไทย) สถานีขนส่งสายใต้ปิ่นเกล้า (บริษัท ขนส่ง จำกัด) ไทรน้อย (เอกชน) และเชียงราก (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) อยู่ระหว่างเจรจาการเช่าใช้พื้นที่
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 คณะกรรมการตรวจรับฯ ขสมก.มีการประชุมเพื่อกำหนดแผนดำเนินงานในภาพรวม และเตรียมแจ้ง NTP ซึ่งจะมีรายละเอียดของ 12 อู่ ว่าต้องมีการติดตั้งหัวจ่ายไฟฟ้าจำนวนเท่าไร ส่งมอบรถโดยสาร EV จำนวนเท่าไร พร้อมกำหนดส่งมอบที่ชัดเจน
สำหรับเงื่อนไขการส่งมอบรถกำหนด 3 งวด ตามทีโออาร์ ประกอบด้วย
-งวดที่ 1 ส่งมอบจำนวน 500 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้าจะต้องมีหัวจ่าย 144 หัว ภายใน 300 วันหรือประมาณเดือนมี.ค. 2570
-งวดที่ 2 ส่งมอบจำนวน 500 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้าต้องมีหัวจ่าย 144 หัว ภายใน 330 วัน หรือภายในเดือนเม.ย. 2570
-งวดที่ 3 ส่งมอบจำนวน 520 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้าจะต้องมีหัวจ่าย 146 หัว ภายใน 360 วันหรือภายในเดือนพ.ค. 2570
กรณีไม่ส่งมอบรถตามกำหนดแต่ละงวด จะปรับตามจำนวนรถโดยสารที่ส่งไม่ครบเป็นรายวัน อัตราร้อยละ 0.20 ของราคารถที่ยังไม่ได้ส่งมอบ และผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องชดเชยความเสียหายจากการขาดรายได้ค่าโดยสารจำนวน 10,000 บาทต่อคันต่อวัน ส่วนระบบอัดประจุไฟฟ้าที่ส่งไม่ครบเป็นรายวัน ปรับในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาระบบอัดประจุไฟฟ้าต่อวันตามจำนวนที่ส่งไม่ครบ
รถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คัน ขสมก.จะนำมาให้บริการทดแทนรถโดยสารธรรมดา (รถร้อน) จำนวน 1,520 คัน ที่จะทยอยถอนออกจากระบบ โดยจะพิจารณานำไปใช้ประโยชน์ในการให้บริการรูปแบบอื่นๆ ต่อไป ซึ่งเมื่อปลดรถเมล์ร้อนออกไปทั้งหมด นอกจากช่วยลดมลพิษแล้วยังประหยัดต้นทุนรวมกว่า 1,442 ล้านบาท/ปี (ประมาณลดค่าเชื้อเพลิงได้ 70% และลดค่าเหมาซ่อม 1,800 ล้านบาท (ลด 100%)
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2567 ขสมก.ขาดทุนประมาณ 2,900 ล้านบาท ส่วนปี 2568 อยู่ระหว่างตรวจสอบงบการเงินซึ่งผลดำเนินงานใกล้เคียงปี 67 สำหรับปี 2569 เนื่องจากมีการลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นอู่จอดรถโดยสาร และรองรับการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า EV จำนวน 1,520 คัน ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ของขสมก. ส่วนในปี 2570 เมื่อรถโดยสาร EV เข้าประจำการและปลดระวางรถโดยสารเดิม (รถร้อน) ทั้งหมดจะทำให้ต้นทุนดำเนินการทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษาที่ลดลง และส่งผลทำให้ผลดำเนินงานขสมก.ดีขึ้น แน่นอน
อ่านประกอบ :

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา