
เปิดเหตุผล ‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ ยกฟ้อง ‘2 บิ๊กศาลปกครอง’ ไม่ผิด เเทรกเเซง ‘คดีบิ๊กโจ๊ก’ ฟ้อง ‘บิ๊กต่าย-พวก’ ชี้ 'คลิปเสียง' ไม่ได้สั่งการหรือชี้นำ
.....................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาชั้นตรวจคำฟ้องคดี อท.172/2568 ให้ยกฟ้องนายอนุวัฒน์ ธาราแสวง ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่น ศาลปกครองสูงสุด และนายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด ไม่ผิดในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ยื่นฟ้องจำเลยทััง 2 กรณีมีคลิปเสียงตุลาการศาลปกครองแทรกแซงสั่งล้มคดี โดยยื่นฟ้องเมื่อเดือน ก.ย.2568 ที่ผ่านมา นั้น
เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตำแหน่งประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่นในศาลปกครองสูงสุด จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด จำเลยทั้ง2 ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าโดยมิชอบเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
จากกรณี โจทก์ฟ้องร้อง พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ขอให้ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ออกคำสั่งโดยมิชอบให้โจทก์ออกจากราชการไว้ก่อน
และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาคำสั่งที่ให้โจทก์ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งคณะพิจารณาพิพากษาคดีในศาลปกครองสูงสุด 5 คน พิจารณาแล้วเห็นควรให้ทุเลาการบังคับที่โจทก์ออกจากราชการไว้ก่อน แต่จำเลยทั้งสองกลับนำเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด จนทำให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของโจทก์
นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองยังอาศัยโอกาสที่ตนมีอำนาจหน้าที่ในการให้คำปรึกษาคดี เข้าแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด องค์คณะที่ 9 ที่รับผิดชอบคดีของโจทก์ เพื่อช่วยเหลือพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ โดยจำเลยที่ 2 ได้ให้จำเลยที่ 1 แจ้งแก่คณะตุลาการศาลปกครองเพื่อล้มผลคำพิพากษาเดิม แล้วให้ลงมติทำคำพิพากษาใหม่ ตามคลิปเสียงที่ปรากฏ เพื่อจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
โดยไม่มีเหตุที่จะนำเข้า ตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ 94 ประกอบ ข้อ 116 ซึ่งโจทก์ทราบในภายหลังว่า จำเลยที่ 1 กับพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นการอบรมศึกษาหลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย" (นธป.) รุ่นที่ 12
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์มีเหตุผลและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ศาลจะรับไว้ เพื่อดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นการอบรมหลักสูตร นธป. รุ่นที่ 12 มิได้หมายความว่า จำเลยที่ 1 จะไม่เป็นกลางหรือเอนเอียงเข้าข้างพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ เสมอไป
นอกจากนี้ การนำคดีเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดของจำเลยที่ 2 สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 มีข้อสังเกต เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานศาลปกครองสูงสุดใช้อำนาจ ตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เห็นควรให้นำคดีนี้เข้าพิจารณาอันเป็นการชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งเมื่อพิจารณาถึงองค์คณะที่ประชุมใหญ่ประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ มีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 94 คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ ให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก เป็นการยากยิ่งที่จะมีผู้ใดสามารถโน้มน้าวหรือแทรกแซง ทำให้มติที่ประชุมใหญ่เอนเอียงไม่เป็นกลาง เชื่อว่ามติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดเป็นไปโดยชอบและผูกพันโจทก์
ในประเด็นเรื่องคลิปเสียงวัตถุพยาน เมื่อฟังข้อความสนทนาโดยตลอดแล้ว เห็นว่า มิได้มีข้อความในลักษณะสั่งการหรือชี้นำให้เป็นไปในทางที่มิชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อีกทั้งที่มาของคลิปเสียงมีที่มาในลักษณะลักลอบบันทึก เป็นพยานหลักฐานได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ จึงไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1
ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามฟ้องโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา