
"...เส้นทางที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสุขภาวะของสังคมไม่ได้เกิดจากการรณรงค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยพลังทางวิชาการ การผลักดันนโยบาย การสร้างองค์กรและเครือข่าย ตลอดจนการทำงานร่วมกันของภาคีทุกภาคส่วน..."
วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 เป็นวาระครบรอบ 40 ปีของการเริ่มต้นงานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นในชื่อ “โครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ มูลนิธิหมอชาวบ้าน” ในปี พ.ศ. 2529 โดยมีบุคคลสำคัญร่วมริเริ่ม ได้แก่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานโครงการ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธาน และ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการและกำลังสำคัญในการดำเนินงาน ต่อมาในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2539 โครงการได้แยกตัวออกจากมูลนิธิหมอชาวบ้าน และยกฐานะเป็นมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในปี พ.ศ. 2540
ตลอดระยะเวลา 40 ปี พัฒนาการของมูลนิธิฯ และประสบการณ์การทำงานของ ศ.นพ.ประกิต สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของงานควบคุมยาสูบและการสร้างเสริมสุขภาพของประเทศไทย จากการรณรงค์สร้างความตระหนัก ไปสู่การผลักดันนโยบายและกฎหมาย การสร้างเครือข่าย และการขยายงานสร้างเสริมสุขภาพในระดับประเทศ โดยแบ่งพัฒนาการได้เป็น 3 ช่วงสำคัญ
1. จุดเริ่มต้นของงานรณรงค์และการสร้างความตระหนัก (พ.ศ. 2529–2536)
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เริ่มทำงานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่อย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2529 จากประสบการณ์การเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านโรคปอด ซึ่งทำให้เห็นผลกระทบของบุหรี่ต่อสุขภาพและสังคม จึงขยายบทบาทจากการรักษาผู้ป่วยรายบุคคลไปสู่การป้องกันปัญหาในระดับสังคม โดยสร้างความตระหนัก เปลี่ยนค่านิยม และสร้างกระแสการไม่สูบบุหรี่ในสังคมไทย
2. การผลักดันนโยบายและกฎหมายควบคุมยาสูบ (พ.ศ. 2537–2544)
งานรณรงค์พัฒนาสู่การผลักดันนโยบายและกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือของแพทย์ นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาสังคม ความสำเร็จสำคัญคือการผลักดันพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 รวมถึงการผลักดันกฎหมายจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ซึ่งเป็นการขยายแนวคิดจากการควบคุมปัจจัยเสี่ยงเฉพาะเรื่อง ไปสู่การสร้างกลไกสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพในระดับประเทศ
3. การขยายงานสร้างเสริมสุขภาพและการเป็นภาคียุทธศาสตร์ร่วมกับ สสส. (ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา)
การเกิดขึ้นของ สสส. ทำให้มูลนิธิฯ มีโอกาสพัฒนาบทบาทจากองค์กรรณรงค์และผลักดันนโยบาย ไปสู่การเป็นภาคียุทธศาสตร์ร่วมขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพ สามารถขยายงานจากระดับนโยบายไปสู่ชุมชน โรงเรียน จังหวัด และเครือข่ายภาคีในพื้นที่ต่าง ๆ ได้กว้างขวางขึ้น นับเป็นการเปลี่ยนจากการทำงานขององค์กรเฉพาะด้าน ไปสู่การทำงานร่วมกันของภาคีหลายภาคส่วนในระบบสร้างเสริมสุขภาพ
จากแพทย์ผู้รักษาโรคปอด สู่ผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับการป้องกันภัยจากบุหรี่
หลังเกษียณจากตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2547 ศ.นพ.ประกิต ตัดสินใจยุติบทบาทการรักษาผู้ป่วยเฉพาะทาง เพื่อทุ่มเทให้กับงานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่อย่างเต็มกำลัง การตัดสินใจนี้สะท้อนความเชื่อมั่นว่า การป้องกันปัญหาสุขภาพในระดับประชากรมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการรักษาผู้ป่วยรายบุคคล
เส้นทางการทำงานของอาจารย์ประกิตตลอด 40 ปี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญ 3 ระดับ ได้แก่ จากการรักษาผู้ป่วยสู่การป้องกันโรคในระดับประชากร จากการรณรงค์และผลักดันกฎหมายสู่การสร้างเครือข่ายและขยายงานในระดับพื้นที่ และจากการทำงานของบุคคลและองค์กรภาคประชาสังคมสู่การเป็นภาคียุทธศาสตร์ร่วมขับเคลื่อนระบบสร้างเสริมสุขภาพกับ สสส.
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ จึงเป็นผู้มีคุณูปการสำคัญในการริเริ่ม ก่อตั้ง และขับเคลื่อนงานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มีส่วนสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและสังคม ซึ่งส่งผลให้การบริโภคยาสูบและความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
จาก Tobacco Control สู่ Nicotine-Free Generation : ความท้าทายของ 40 ปีต่อไป
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการควบคุมยาสูบ โดยอัตราการสูบบุหรี่ในภาพรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความท้าทายสำคัญ ทั้งการเพิ่มขึ้นของการสูบบุหรี่ในกลุ่มสตรี อัตราการสูบบุหรี่ที่ยังสูงในภาคใต้ การขยายตัวของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน การลักลอบค้าบุหรี่เถื่อน การสูบบุหรี่มวนจากใบยาสูบ และการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ ๆ
นอกจากนี้ ยังมีโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องผลักดันต่อไป เช่น การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวและปรับฐานภาษีให้เหมาะสม รวมถึงการพัฒนากลไกภาษีบุหรี่ในกรุงเทพมหานครให้มีประสิทธิภาพ
ความท้าทายเหล่านี้ทำให้การต่อสู้กับภัยจากบุหรี่และนิโคตินมีความซับซ้อนมากขึ้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของเครือข่ายนักวิชาการ นักสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย ภาคประชาสังคม และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา พัฒนายุทธศาสตร์ และผลักดันมาตรการให้เกิดผลจริง
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดอัตราการสูบบุหรี่ แต่ยังรวมถึงการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ลดภาระโรคมะเร็งปอดและโรคที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ สร้างสังคมปลอดควัน และที่สำคัญที่สุด คือการปกป้องเด็กและเยาวชนจากอุตสาหกรรมนิโคติน
ยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องร่วมกันผลักดันคือ “เด็กรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน” (Nicotine-Free Generation) ไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้เด็กเริ่มสูบบุหรี่ แต่ต้องป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นเสพติดนิโคตินจากผลิตภัณฑ์ทุกรูปแบบ นี่คือการขยายภารกิจจาก Tobacco Control สู่ Nicotine Control และจากการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ สู่การสร้างสังคมที่คนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน
40 ปีแห่งการทำงาน และภารกิจที่ต้องส่งต่อ
ขอร่วมแสดงความชื่นชมและยินดีกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ในโอกาสครบรอบ 40 ปี โดยเฉพาะ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ผู้มีคุณูปการสำคัญในการริเริ่ม ก่อตั้ง และขับเคลื่อนภารกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดสี่ทศวรรษ
เส้นทางที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสุขภาวะของสังคมไม่ได้เกิดจากการรณรงค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยพลังทางวิชาการ การผลักดันนโยบาย การสร้างองค์กรและเครือข่าย ตลอดจนการทำงานร่วมกันของภาคีทุกภาคส่วน
วันนี้ ภารกิจกำลังก้าวสู่ความท้าทายใหม่ จากการควบคุมยาสูบไปสู่การป้องกันภัยจากนิโคตินทุกรูปแบบ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่ปลอดนิโคติน และสังคมไทยที่ปลอดบุหรี่ ปลอดควัน และมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
เป็นการสานต่อคุณค่าของการทำงานตลอด 40 ปี และเป็นภารกิจร่วมกันของเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพสำหรับอนาคตของประเทศไทย

หมายเหตุ : ภาพประกอบปกจาก vimut.com

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา