
“…คนที่เสียประโยชน์ คือ หนึ่ง คนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบ และเยาวชน สอง คนที่อยากได้ความจริง เพราะฉะนั้นคนที่ได้ประโยชน์ก็กลับกัน คือ คนที่หวังจะรวบบ้านรวบเมือง หรือรวบอำนาจในบ้านเมือง เพราะไทยพีบีเอสเหมือนก้างขวางคอ เป็นเผด็จการทุนสามานย์ ปัจจุบันมีการรวบอำนาจ สภาล่าง สภาบน องค์กรอิสระ ถ้าสื่อถูกรวบไปด้วย ไม่เหลือ ตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตย…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 Thai PBS จัดรายการ ‘เปลี่ยนกระเป๋าเงิน ไทยพีบีเอส วินัยการเงินประเทศดีขึ้นจริงหรือไม่’ โดยมีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการและสื่อมวลชนอาวุโส นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค และนายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
อ่านข่าวประกอบ : วงเสวนา 'เปลี่ยนกระเป๋าเงิน ไทยพีบีเอส' รุมจวก 'รัฐ-ทุน-การเมือง' ยึด 'สื่อสาธารณะ'
@ วินัยทางการเงิน Vs สื่อสาธารณะ
นายสมเกียรติ : กรณีการร่างกฎหมายพ.ร.บ. 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับ 4 หน่วยงาน งบประมาณรวม 1.4 หมื่นล้านบาท เป็นสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีเฉลี่ยปีละประมาณ 3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.5 % ที่ไม่ผ่านการจัดสรรงบประมาณช่องทางปกติ โดยภาพรวมไม่ได้ทำให้เกิดการเสียวินัยการเงินการคลัง ถ้าฝ่ายการเมืองอยากสร้างวินัยการเงินการคลังจริงๆ ก็ไปจัดการในส่วนที่เกี่ยวกับทุนหมุนเวียน
“ขอตั้งข้อสังเกตต่อผู้เสนอร่างแก้ไขกฎหมาย คือ ท่านศุภชัย (ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย) ซึ่งอ้างเหตุผลว่าอยากโยกเงินที่มาจากภาษีบาปที่เข้าไทยพีบีเอส ให้ไปของบประมาณแผ่นดินเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง จริงๆ ถ้าเกิดเป็นฝ่ายการเมืองที่มีประวัติรักษาวินัยการเงินการคลังมาตลอด เราก็จะเข้าใจวิธีคิดของท่านชัดเจน แต่กรณีของคุณศุภชัย เราก็จะพบว่า สิ่งที่ท่านทำในอดีตอาจจะย้อนแย้งกับสิ่งที่พูดว่าจะรักษาวินัยการเงินการคลังในรอบนี้”
นายสมเกียรติ : ยกตัวอย่างเช่น นายศุภชัยเป็นคนที่ไปผลักดันให้มีการยกหนี้ ยกการจ่ายดอกเบี้ยของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยไม่เตรียมแหล่งรายได้อื่นเข้ามา ในมุมหนึ่งก็เป็นการไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง เพราะมีผลทำให้ กยศ. ตอนนี้มีปัญหาใหญ่ ขาดสภาพคล่องและทำให้นิสิตนักศึกษา นักเรียนที่จะกู้เงินปีนี้มีปัญหา ขาดโอกาสไป ดังนั้น สองเรื่องจึงมีความย้อนแย้งกัน นายศุภชัยอ้างวินัยการเงินการคลัง แต่สิ่งที่เคยทำมามีผลต่อวินัยการเงินการคลัง และเกิดผลเสียต่อประชาชน การอ้างวินัยการเงินการคลัง โดยไม่มีคำอธิบายอะไรมาก่อนหน้า อยู่ๆก็โผล่ขึ้นมา ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ ไม่ใช่เฉพาะนานาอารยะประเทศที่จับตามองเราอยู่ แม้ประชาชนคนไทยก็จะเกิดความสงสัย
นายสมเกียรติ : ไทยพีบีเอสมีรายได้มาจากภาษีที่เก็บมาจากการบริโภคเหล้า บุหรี่ หรือที่เรียกว่า ภาษีบาป เป็นแหล่งรายได้ที่มีเสถียรภาพ มั่นคง สร้างหลักประกันได้ว่า สื่อสาธารณะจะมีความเป็นอิสระจากรัฐและทุน ไม่ต้องไปของบประมาณจากรัฐในทุกปี หรือรายได้จากการโฆษณา จึงไม่ถูกแทรกแซง
“สื่อสาธารณะต้องมีความเป็นอิสระ อย่างแรก อิสระทางโครงสร้าง ไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระทรวง ทบวง กรมใดของรัฐ เป็นอิสระทางการเมือง ปลดไม่ได้ สอง อิสระด้านการเงิน มีหลักประกันทางการเงิน โดยเก็บจากภาษีบาปในอัตรา 1.5 % หรือ ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท การที่มีสื่ออย่างไทยพีบีเอสที่มีรายได้แบบรับประกันได้ ช่วยทำให้เป็นอิสระจากรัฐ ทุน การเมือง จึงจำเป็นที่ต้องมีวิธีการจัดหาเงินทุนเข้ามาดำเนินการที่แตกต่างจากสื่อทั่วไป”
นายเจิมศักดิ์ : ถ้าพ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ถูกแก้ไข ให้ไม่มีการเก็บภาษี ไม่มีเก็บค่าธรรมเนียม ไม่ได้หมายความว่า ภาษีสรรพสามิตจะเพิ่มมากขึ้น เพราะรายได้ของไทยพีบีเอสไม่ได้แบ่งมาจากภาษีสรรพสามิต
“วินัยการเงินการคลังเพื่อที่จะตัดเงินไทยพีบีเอสในครั้งนี้ เป็นข้ออ้าง วินัยการเงินการคลังมีไว้เพื่อบังคับหรือตระหนักว่าเงินที่ได้จากประชาชนใช้อย่างไรให้คุ้มค่า ถาวรและยั่งยืนในอนาคต ไม่ใช่แค่วิธีการ เงินต้องส่งมาที่ส่วนกลางและให้ส่วนกลางเป็นคนจัดสรร คิดแบบตื้น ค่าธรรมเนียมพิเศษ (Earmark) พูดถึงวินัยการเงินการคลังหรือเปล่า เงิน 2,000 ล้านบาทของไทยพีบีเอส มันศูนย์จุดเท่าไหร่เปอร์เซ็นต์ ถ้าบอกว่า ไม่คุ้มค่า จะแก้ไข ปรับปรุงอย่างก็ว่ากันไป แต่ไม่ใช่แปลงไทยพีบีเอสจากสื่อสาธารณะเป็นสื่อของรัฐเสียเลย แล้วก็อ้างวินัยการคลัง การกู้เงิน 2 แสนล้านมากแจกนั่นแหละ ไม่มีวินัยการเงินการคลัง ไม่คุ้ม”
นายมานะ : เมื่อไทยพีบีเอส มีรายได้ที่แน่นอนพอสมควร ทำให้สามารถวางแผนระยะยาวได้ โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและสารคดี การจ้างบริษัทจากภายนอก (Outsource) เพื่อผลิตงานที่มีคุณภาพได้ ถ้าไม่มีรายได้ที่แน่นอน จำเป็นต้องลดจำนวนคน การลงพื้นที่ทำข่าวเจาะไม่สามารถทำได้
น.ส.สารี : การเข้าถึงทีวีสาธารณะจำเป็น โดยไม่ต้องเสียเงิน ความสำคัญของทีวีสาธารณะ แหล่งรายได้รับประกันความเป็นอิสระ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล รับประกันว่ามีอำนาจในการตรวจสอบ เป็นอิสระจากทุนและการเมืองแน่นอน คือ หัวใจ เรื่องเงินที่มั่นคงและแหล่งเงินที่ชัดเจน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก
@ อิสระจากรัฐ-ทุน-การเมือง
นายมานะ : สื่อสารธารณะต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน วันนี้เอกชนอยู่รอดได้ เพราะต้องมีรายได้ คือ สปอนเซอร์ เจ้าของธุรกิจ อุตสาหกรรมสื่อถึงไปได้ วันนี้โลกเปลี่ยน มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เม็ดเงินโฆษณาลดลงไปมาก เพราะกระจายไปสื่อออนไลน์ ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป เจ้าของสื่อ หรือ เอกชนมีอำนาจมาก ทำให้ผู้บริโภคสื่อได้รับข่าวสารเพียงบางส่วน หรือ บิด ลิดรอนข้อมูลข่าวสาร
“รัฐทุกรัฐพยายามควบคุมข้อมูลข่าวสาร เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตัวเองให้ได้มากที่สุด ไม่มีรัฐไหนยอมฟังเสียงคัดค้าน แนวคิดสื่อสาธารณะจึงเกิดขึ้น ที่เปรียบเสมือนเป็นหมาเฝ้าบ้าน คอยเห่าเตือน บอกสังคม โดยเป็นอิสระจากทั้งรัฐและทุน หลังเหตุการณ์พฤษภาคม ปี 35 จึงมีการคุยกันเรื่องการปฏิรูปสื่อ ต้องมีองค์กรอย่างไทยพีบีเอสเกิดขึ้นมา โดยที่รัฐไม่สามารถเข้าไปยุ่งวุ่นวายได้ มีงบประมาณชัดเจน สามารถบริหารจัดการได้ โดยไม่ต้องเป็นเหมือนขอทานรายปี หรือมาต่อรอง”
นายมานะ : คนทำข่าวเชิงสืบสวนมีน้อย จำนวนคนดูไม่มาก แต่ต้องใช้คนจำนวนมาก ใช่ทักษะสูงในการลงไปทำข่าวเจาะ 1 ชิ้น และเสี่ยงโดนฟ้อง หรือใช้อำนาจทางตรงและทางอ้อม เพราะกระทบรัฐและทุน ถ้าเป็นสื่อของรัฐหรือเอกชน สั่งได้ ถ้าเล่นข่าวนี้ต่อจะไม่ให้เงินลงโฆษณา หรือถ้าเป็นรัฐจะปลดบก. ปลดผอ. ปลดหัวหน้าข่าว เมื่อทำไม่ได้ก็ต้องหาวิธีการที่จะเข้ามาทำให้สื่อเป็นที่เชื่อฟัง เป็นหมาเฝ้าบ้านเปลี่ยนไปเป็นหมาตัวน้อยๆ ที่คอยอุ้มไปอุ้มมาได้
นายสมเกียรติ : บทบาทของสื่อสาธารณะในภูมิทัศน์สื่อในปัจจุบัน ทุกคนเป็นสื่อได้ ความยากของผู้บริโภคคือจะรู้ได้อย่างไรว่าสื่อใดเชื่อถือได้ ภายใต้สังคมทุกวันนี้ที่มีข่าวปลอมและข้อมูลเท็จจำนวนมาก อีก 2-3 ปีข้างหน้า ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุ จำนวนช่องทีวีจะลดลงมาก ถ้าไม่มีสื่อสาธารณะเป็นหลักค้ำยันไว้ว่า ประชาชนควรจะได้รับข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้านก็จะขาดหายไป เกิดเป็นความสูญเสียของสังคมเป็นอย่างมาก
น.ส.สารี : ความจริงหาไม่ง่าย การจะรู้ว่าข้อเท็จจริงเหล่านั้นเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีผลประโยชน์ปแอบแฝง ถ้าทุนขอให้พูด พูดไม่ครบ ข้อมูลไม่ครบถ้วน แต่ประชาชนหรือผู้บริโภคต้องการความจริง เช่น เรื่องเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ในโลกยุคปัจจุบันต้องใช้ความรู้ ผลประโยชน์สาธารณะ และความจริงในการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่ เป็นหน้าที่ของทีวีสาธารณะ เป็นความจำเป็นของการดำรงอยู่ของทีวีสาธารณะ ความอิสระจึงสำคัญมากต่อการตัดสินใจหรือใช้เงินของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง
“รัฐบาลอย่ากังวลเรื่องการตรวจสอบ ต้องแยกระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพของไทยพีบีเอส การปฏิรูปให้มีผู้ชมมากขึ้น การสร้างความเปลี่ยนแปลงของสังคมมากขึ้นต้องทำอยู่แล้ว แต่ความอิสระทางการเงินสำคัญมาก ถ้าไม่เช่นนั้นการตรวจสอบจะถอยหลังมาก ไม่ควรเกิดขึ้น วินัยการเงินการคลังควรจะถูกตีความไปถึงการจัดลำดับการใช้งบประมาณแผ่นดินว่าจะทำประโยชน์ให้กับคนอย่างไร”
@ 2,000 ล้านบาทคุ้มค่า ไม่ได้วัดด้วยเรตติ้ง
นายมานะ : คุ้มค่าหรือไม่ต้องดูหลายมิติ ไทยพีบีเอสต้องมีการพัฒนาและปฏิรูปในหลายมิติ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการและเนื้อหา การมีส่วนร่วมเข้าไปตั้งคำถามกับสังคม เป็นพื้นที่สาธารณะให้คนเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยน หรือเป็นโรงเรียนของสังคม ขณะเดียวกันไทยพีบีเอสเป็นความหวังของประชาชนในช่วงวิกฤตในการบริโภคข้อมูลข่าวสาร ยึดจริยธรรมสื่อให้เป็นแม่แบบกับสื่ออื่นๆ เป็นตัววัดว่าคุ้มค่าหรือไม่ มากกว่ายอดผู้ชม (เรตติ้ง) เท่านั้น
“ไทยพีบีเอสต้องทบทวนตัวเอง แต่คนละเรื่องกับเรื่องของเงินงบประมาณที่จะไปขอรัฐบาล”
นายเจิมศักดิ์ : เห็นด้วยที่ไทยพีบีเอสต้องปรับปรุงให้คุ้มค่ามากขึ้น ไม่ได้หมายความว่า ปัจจุบันไม่คุ้มค่า แต่ต้องทำให้ดียิ่งขึ้น ดูจากยอดคนดูไม่ได้
“คนวิพากษ์วิจาร์ว่า ไทยพีบีเอส ผู้ผลิตอิสระ (Outsource) มากไป ต้องรับฟัง ขณะเดียวกันไทยพีบีเอสมีคนประมาณ 1,004 คน คนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเยอะ ต้องกลับมาจัดสมดุลให้ดี ถ้าลดเอาท์ซอร์สก็ต้องเอางานให้ 1 พันคนเพิ่มมากขึ้น ปรับปรุงประสิทธิภาพให้มากขึ้น หรือไม่ก็ต้องลดคน ถ้าจะให้เอาท์ซอร์สเติบโต ไทยพีบีเอสต้องลุกขึ้นมาว่า จะปรับปรุงอย่างไร”
นายเจิมศักดิ์ : ไทยพีบีเอสเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่บริหารแบบราชการ แต่ต้องมีการตรวจสอบ ทั้ง สตง. และการตรวจสอบภายใน ตรวจสอบในรูปแบบของหน่วยงานของรัฐปกติทั่วไปทุกประการ แต่ต้องเปิดเผย โปร่งใส คน 1 พันคนย่อมข้อบกพร่องเป็นธรรมดา ก็ต้องปรับปรุงกันไป ถามว่ามีจุดอ่อนบ้างหรือไม่ ก็มี แต่ไม่ถึงกับร้ายแรงมากนัก ต้องปรับปรุงแก้ไขไปเรื่อยๆ เป็นของธรรม ไม่ได้ดีเด่นกว่าหน่วยงานทั้งหลาย
@ อิสระทางการเงิน # อิสระจากการตรวจสอบ
นายมานะ : ปัจจุบันไทยพีบีเอสถูกตรวจสอบด้านการเงิน โดยสำนักงานงานตรวจเงินแผ่นดิน แต่หัวใจสำคัญ คือ การตรวจสอบของประชาชน ทั้งในเรื่องการทำงาน คุณภาพรายการ ความเป็นกลาง แทนที่จะไปตรวจสอบในสภา เพราะการตรวจสอบในสภา ต้องของบประมาณจะเกิดการต่อรอง อำนาจในการให้หรือไม่ให้ ทำเรื่องใดไม่ทำเรื่องใด เพราะฉะนั้นจะส่งผลต่ออิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน
นายสมเกียรติ : เรื่องขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับงบประมาณรัฐ มีตัวอย่างในไทย เช่น กกต. ป.ป.ช. ถูกต้องคำถามมากมายว่า ทำไมไม่ทำหน้าที่อย่างที่ประชาชนคาดหวังอยากจะเห็น หรือตัวอย่างในต่างประเทศ เมื่อองค์กรอิระมีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล จากฝ่ายการเมืองที่คุมอำนาจอยู่ก็จะถูกตัดงบประมาณ เช่น เม็กซิโก คือ สถานบันการเลือกตั้งแห่งชาติ คล้ายกับ กกต. ถูกตัดงบ เพราะรัฐบาลมองว่า องค์กรเป็นของขั้วอำนาจฝั่งตรงข้าม เพราะฉะนั้นองค์กรอิสระเฉพาะชื่อถ้าด้านการเงินไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง
“อิสระทางการเงินจริง แต่ต้องไปรายงานต่อรัฐสภา ไม่เป็นสิ่งที่ปฏิเสธ ทำได้ คำถามอยู่ที่ ความชอบธรรม การแก้ไขอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เร่งรัดผลักดัน ต้องปรึกษาหารือ รับฟังความเห็นในวงกว้างก่อน อภิปรายต่อสาธารณะทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ให้ประชาชนครบถ้วนรอบด้านก่อน แต่ขณะนี้ยังขาดความชอบธรรม”
นายเจิมศักดิ์ : ไม่ใช่เงิน 2,000 ล้านบาท ผู้บริหารไทยพีบีเอสอยากจะทำอะไรก็ทำ มีคณะกรรมการ 2 ชุดในการควบคุมดูแล ชุดแรก บริหารงาน ชุดที่สอง กำหนดนโยบาย กำกับ ตรวจสอบ กำหนดทิศทาง มีการคานและดุลกัน กลไกออกแบบมาค่อนข้างดี และไม่มีคำสั่งว่าจะมีใครมา

@ สาธารณะ-ประชาชน เสียประโยชน์
นายสมเกียรติ : คนที่ถูกกระทบจากการที่ไทยพีบีเอสทำหน้าที่ตรงไปตรงมา และเป็นอิสระจากคนเหล่านั้น ซึ่งก็คือ รัฐ ฝ่ายการเมืองที่อยากมาแทรกแซง ไม่พร้อมที่จะให้มีความเห็นครบถ้วน รอบด้าน ไปขวางโครงการบางโครงการที่อยากจะทำ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ SEC หรือกลุ่มทุน ไม่ว่าจะเป็นทุนไทยที่ถูกสงสัยว่าไปเกี่ยวข้องกับปลาหมอคางดำหรือไม่ หรือ ทุนข้ามชาติ ทุนจีน เข้ามาสร้างตึกให้หน่วยงานภาครัฐแล้วเกิดถล่มขึ้น กระทบฝ่ายการเมือง ทุน และเป็นไปได้ว่าคนเหล่านั้นอาจจะได้ประโยชน์หากไทยพีบีเอสเสียความเป็นอิสระไป
น.ส.สารี : ถ้ารัฐบาลไม่เตรียมตัวก่อน คนที่ได้ประโยชน์ คือ บริษัทสุราและยาสูบแน่นอน ถ้าไม่ออกกติก้อน เงิน 1.4 หมื่นล้านบาทได้ประโยชน์ทันที
นายเจิมศักดิ์ : คนที่เสียประโยชน์ คือ หนึ่ง คนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบ และเยาวชน สอง คนที่อยากได้ความจริง เพราะฉะนั้นคนที่ได้ประโยชน์ก็กลับกัน คือ คนที่หวังจะรวบบ้านรวบเมือง หรือรวบอำนาจในบ้านเมือง เพราะไทยพีบีเอสเหมือนก้างขวางคอ เป็นเผด็จการทุนสามานย์ ปัจจุบันมีการรวบอำนาจ สภาล่าง สภาบน องค์กรอิสระ ถ้าสื่อถูกรวบไปด้วย ไม่เหลือ ตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตย
นายมานะ : คนที่เสียประโยชน์มาก ๆ คือ สาธารณะ ประชาชนขาดข้อมูลข่าวสารรอบด้าน เป็นธรรม ขาดข้อมูลที่จะตรวจสอบได้ว่าถูกต้อง เป็นข่าวจริง ไม่ใช่ข่าวปล่อย ในสภาวะวิกฤตขาดข้อมูลข่าวสารที่จะเจาะไปถึงปัญหาโครงสร้าง ขาดหมาเฝ้าบ้านที่คอยเตือนสังคม กัดไม่ปล่อย ดังนั้น คนที่เดือดร้อนที่สุด คือ สาธารณะ หรือ ประชาชน
@ เทียบโมเดล BBC- NHK-KBS
นายสมเกียรติ : กรณี BBC สื่อสาธารณะต้นแบบของอังกฤษ มีการจัดตั้งโครงการสำหรับตรวจสอบข่าว เวลามีการสื่อสารอะไรออกมาจำนวนมากและประชาชนสนใจ สื่อสารธารณะมีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังตั้งเครือข่ายตรวจสอบเพื่อให้สื่อเกิดความน่าเชื่อถือ โดย BBC เข้าไปจับมือกับ AFP รอยเตอร์ และร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี เช่น กูเกิ้ล เฟสบุ๊ก เพื่อป้องกันข่าวปลอม
นายเจิมศักดิ์ : เทียบกับ BBC หรือ NHK ว่า ทำไมไม่คิดแบบนั้น รู้หรือไม่ว่า BBC อายุ 105 ปี หรือ 106 ปีด้วยซ้ำ เกิน 100 ปี NHK 90 กว่าปี ตอนนี้ BBC ใช้งบประมาณ 2 แสนล้านต่อปี ของไทยพีบีเอส 2,000 ล้านบาท มีคนชอบเทียบว่า เอ๊ะ ของเราเมื่อเทียบกับ BBC สู้เขาไม่ได้ ก็เรามันเด็กอายุเดินได้ 18 ปี ยังไม่ 20 ปีดีด้วยซ้ำ ทำได้ขนาดนี้ ด้วยเงิน 2,000 ล้านบาท เมื่อกันกับ BBC และ NHK ตนเองคิดว่า มันต้องเข้าใจด้วยว่าบริบทต่างกัน ส่วน KBS ของเกาหลีใต้ มีสื่อสาธารณะแยกออกมา 2 ประเภท ประเภทที่ไม่มีโฆษณา และประเภทมีโฆษณา เน้นบันเทิงเพื่อหารายได้ แต่ไปไม่รอด
@ จาก ITV สู่ ไทยพีบีเอส - บทเรียนจาก NBT
นายสมเกียรติ : ถ้าไม่มีประชาชน ไทยพีบีเอสเกิดขึ้นไม่ได้ มีการพูดเรื่องปฏิรูปสื่อตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาคม 35 รัฐธรรมนูญปี 40 พูดถึงเรื่องการต้องมีองค์กรอิสระ ต้องมีสื่อที่ไม่แสวงหาผลกำไร ก่อนที่จะมีไทยพีบีเอส สมัยรัฐบาลนายอานันท์ ก็มี ไอทีวี ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นสื่อเสรี แต่สุดท้ายไม่เสรีจริง เพราะมีผู้ถือหุ้น และผู้ถือหุ้นก็ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะฉะนั้นจะให้ทีวีเที่ยงตรง เป็นกลางจะยาก และยังมีรายได้จากสปอนเซอร์ที่เป็นโฆษณาด้วย
“รัฐบาลอานันท์แม้ตั้งใจดี อยากให้มีทีวีเสรี แต่ตอนนั้นใช้การประมูลว่า ใครมาเสนอผลตอบแทนให้รัฐสูงสุดก็จะได้ทำทีวีช่องนี้ไป ปรากฏว่าเสนอรายได้ให้รัฐสูงมากแต่สุดท้ายทำไม่ได้ ซึ่งกลับกัน ถ้าเชื่อว่าทีวี คือ ของที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม รัฐต้องไม่ไปเอาเงินจากทีวี แต่รัฐต้องเอาเงินให้ทีวี ให้ทีวีมีคุณภาพ เพราะฉะนั้น การออกแบบไทยพีบีเอสแบบนี้มาเกิดจากการเรียนรู้ประวัติศาสตร์การตั้งทีวีสาธารณะในต่างประเทศ และการทำทีวีคล้ายกับสื่อสาธารณะ คือ ทีวีเสรี หรือ ไอทีวีในตอนนั้น”
นายสมเกียรติ : ช่วงที่มีการพิจารณาว่าจะเปลี่ยนสภาพไอทีวีให้ไปทางไหน ได้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางและมีการทำโพลสำรวจ ซึ่งตอนนั้นโดยเอแบคโพล ผลออกมาถล่มทลายว่า อยากให้เกิดสื่อสาธารณะ ไม่อยากได้สื่อของรัฐแบบกรมประชาสัมพันธ์ และการรับฟัง เพราะฉะนั้นการจะพิจารณาปรับเปลี่ยนอะไร ขอให้ย้อนกลับไปดูที่มาที่ไป ซึ่งพบว่าประชาชนชัดเจนมากว่า อยากได้สื่อสาธารณะที่มีความอิสระจากรัฐ อิสระจากทุน ไม่มีโฆษณา
“ถ้าจะดูว่าไทยพีบีเอสคุ้มหรือไม่ ยังมีส่วนที่สามารถปรับปรุงได้ ถ้าจะแปลงไทยพีบีเอสให้มีสถานะคล้ายกับกรมประชาสัมพันธ์ ทราบหรือไม่ว่า งบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์เท่าไหร่ 2,400 – 2,800 ล้านบาท แล้วแต่ปี มากกว่าไทยพีบีเอส และได้ทำประโยชน์ให้สังคมในการสื่อสารข้อมูลต่างๆ นอกเหนือจากสิ่งที่รัฐบาลอยากจะให้สื่อมากน้อยขนาดไหน เช่น ทำข่าวสืบสวนสอบสวนได้ทำหรือไม่ ได้ตรวจสอบแทนประชาชนหรือไม่ ประชาชนจะตอบได้ว่า ถ้ามีของสองสิ่งที่เป็นคู่เทียบกัน จึงยกกรณีกรมประชาสัมพันธ์ เพราะข้อเสนอที่เกิดขึ้นมา คือ การทำให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นกรมประชาสัมพันธ์ 2 นั่นเอง”

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา