
"...ไทยพีบีเอส มีความหมายมากกว่าการเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ผลิตข่าวและรายการให้ประชาชนรับชม เพราะไทยพีบีเอสเป็นภาพสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นประชาธิปไตยของสังคมไทย เป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย เป็นเวทีสะท้อนความเดือดร้อนของผู้คน และเป็นหนึ่งในกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ควรต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้มีอำนาจทางการเมือง..."
หมายเหตุสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org): เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2569 น.ส.สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประธานกรรมการบริหารสถาบันอิศรา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Dan Suwannaถึงกรณีร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ซึ่งเสนอโดย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โดยมีสาระสำคัญของร่างคือการยกเลิกเงินบำรุงองค์การที่ไทยพีบีเอส ได้รับจากการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ และเปลี่ยนให้ไทยพีบีเอสรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. - 14 ต.ค.2569 ระบุว่า
แก้กฎหมายไทยพีบีเอสเพื่อวินัยการคลัง หรือเพื่อเปลี่ยนสมดุลอื่น
ในฐานะคนที่มีส่วนร่วมในการบริหารไทยพีบีเอสมานาน 8 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวกับปัญหาไทยพีบีเอสทุกวันตลอด 2,920 วัน อีกทั้งยังติดเงื่อนไขของสัญญาจ้างที่ลงนามไว้ว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลภายในเป็นเวลา 2 ปี มีเรื่องอยากเล่า อยากเขียนเกี่ยวกับการบริหารสื่อสาธารณะแห่งนี้มากมาย แต่เรื่องอยากเล่าคงต้องวางไว้กลายเป็นเรื่องควรเล่าแทน
คงต้องบอกว่า ไทยพีบีเอส มีความหมายมากกว่าการเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ผลิตข่าวและรายการให้ประชาชนรับชม เพราะไทยพีบีเอสเป็นภาพสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นประชาธิปไตยของสังคมไทย เป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย เป็นเวทีสะท้อนความเดือดร้อนของผู้คน และเป็นหนึ่งในกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ควรต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้มีอำนาจทางการเมือง แม้ว่าวันนี้ไทยพีบีเอสจะยังทำภารกิจต่างๆนั้นได้ยังไม่ดีพอเท่าที่สังคมคาดหวังหรือที่ควรจะหวังได้ก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ การเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 หรือกฎหมายไทยพีบีเอส จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บและจัดสรรเงินขององค์กรแห่งหนึ่ง แต่ควรได้รับการพิจารณาในฐานะคำถามใหญ่เกี่ยวกับอนาคตของสื่อสาธารณะ และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน
ความหวังดีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอร่าง ให้ยกเลิกกลไกเงินบำรุงองค์การจากภาษีสุราและยาสูบ ซึ่งปัจจุบันกำหนดอัตราร้อยละ 1.5 และมีเพดานไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท แล้วเปลี่ยนไปใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐแทน โดยผู้เสนอให้เหตุผลเกี่ยวกับวินัยการเงินการคลังและการจัดสรรเงินภาครัฐให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน นั้น เป็นข้อเสนอที่ถอยหลังเข้าคลอง กล่าวคือ ก่อนการเกิดขึ้นของไทยพีบีเอส แนวคิดสื่อสาธารณะของไทย ผ่านกระบวนการคิดเรื่องที่มาของ “แหล่งรายได้” มาแล้วอย่างครบถ้วน กล่าวคือ
การเป็นเงินนอกงบประมาณทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่อง ความโปร่งใสและการตรวจสอบการใช้จ่าย ภาษีที่นำมาใช้กับไทยพีบีเอส ทำให้ภาระภาษีตกอยู่กับผู้บริโภค สุราและยาสูบเป็นหลัก ขณะที่ ส.ส.ท. เป็นบริการสาธารณะสำหรับประชาชนทั่วไป ประชาชนบางส่วนจึงอาจไม่รู้สึกเชื่อมโยงหรือรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของ” สื่อสาธารณะ
ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับจุดแข็งที่มี คือ ทำให้มีรายได้ที่ มั่นคงและคาดการณ์ได้ ไม่ต้องพึ่งพาการจัดสรรงบประมาณรายปีจากรัฐบาลโดยตรง ช่วยเป็น หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ทำให้สามารถวางแผนการดำเนินงานระยะยาวได้
ผลที่ออกมาจึงนำไปสู่บทสรุปของ พ.ร.บ. ไทยพีบีเอสที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ในประเด็นวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นข้ออ้างใหญ่ของข้อเสนอนั้น ก็ต้องตอบว่า ไทยพีบีเอส ตกอยู่ภายใต้การบังคับใช้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐทุกแห่ง มิได้มีอภิสิทธิ์หรืออำเภอใจในการใช้จ่ายเงินรายได้ที่ได้รับการจัดสรรแต่ประการใด รวมถึงต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดอีก 2 ขั้นตอนคือ จากผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ และผ่านการตรวจรับรองจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซ้ำอีกรอบ
ความเป็นห่วงตามร่างของนายศุภชัย ใจสมุทร คงได้รับคำตอบที่ชัดเจนขึ้นจากข้อมูลคนทำงานจริงในองค์กรสื่อสาธารณะแห่งนี้ ที่ไม่ใช่การนั่งเทียน หรือมีวัตถุประสงค์แอบแฝงอื่นแต่อย่างใด
นอกจากนี้ น.ส.สุวรรณา ยังโพสต์อีกข้อความว่า ไทยพีบีเอส ตกอยู่ภายใต้การบังคับใช้ พรบ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 และ พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐทุกแห่ง มิได้มี “อภิสิทธิ์หรืออำเภอใจ”
ในการใช้จ่ายเงินรายได้ที่ได้รับการจัดสรรแต่ประการใด รวมถึง ต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดอีก 2 ขั้นตอน คือ ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์
และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา