
"...คำร้องที่ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ อสส.ที่ยื่นโดยผู้สมัคร สว.กลุ่มอาชีพที่ 11 ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว มีลักษณะที่ไม่ใช่การกล่าวหาผู้ถูกร้อง แต่เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลในแต่ละประเด็น เพื่อขอให้ศาลพิจารณาตรวจสอบหรือไต่สวนเพิ่มเติมให้ได้ความครบถ้วน และวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ที่จะต้องมีคำสั่งให้เลิกการกระทำหรือไม่ ..."
ผู้เขียน ขอขยายรายละเอียดจากตอนที่แล้ว ที่มีผู้ร้องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อขอให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการฮั้ว สว.เป็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกการกระทำได้หรือไม่ โดยได้เปรียบเทียบคำร้องในอดีตเมื่อปี 2567 และปี 2568 จำนวน 2 คำร้อง ที่มีผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ แต่ศาลไม่รับไว้พิจารณาทั้ง 2 คำร้อง โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ และไกลเกินกว่าเหตุที่จะเป็นการล้มล้างการปกครอง กับอีกเหตุผลคือกฎหมายกำหนดกระบวนการร้องไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ ซึ่งในตอนที่แล้วเล่าให้ฟังว่า คำร้องที่ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ อสส.ที่ยื่นโดยผู้สมัคร สว.กลุ่มอาชีพที่ 11 ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว มีลักษณะที่ไม่ใช่การกล่าวหาผู้ถูกร้อง แต่เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลในแต่ละประเด็น เพื่อขอให้ศาลพิจารณาตรวจสอบหรือไต่สวนเพิ่มเติมให้ได้ความครบถ้วน และวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ที่จะต้องมีคำสั่งให้เลิกการกระทำหรือไม่
โดยตอนนี้จะขยายความประเด็นที่ขอให้ศาลตรวจสอบ ดังนี้
การเชื่อมโยงการกระทำที่เข้าองค์ประกอบ มาตรา 49
จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ผู้ร้องเสนอต่อศาล ไม่ใช่การกล่าวหาว่าทุจริตหรือความไม่สุจริตในการเลือก สว.เป็นรายบุคคล แต่มีข้อบ่งชี้หลายประการที่ควรได้รับการตรวจสอบในภาพรวมว่า อาจมีการวางแผนและดำเนินการโดยบุคคลหลายกลุ่ม มีการแบ่งหน้าที่และประสานงานกันในหลายพื้นที่ เพื่อให้ได้ สว.ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า คือเกินกว่ากึ่งหนึ่งของวุฒิสภา และอาจมีการดำเนินการต่อเนื่องภายหลังบุคคลเหล่านั้นเข้าดำรงตำแหน่งแล้ว จึงขอให้ศาลตรวจสอบ
ประเด็นที่ 1 พฤติการณ์ที่อาจแสดงถึงการดำเนินการเป็นเครือข่าย มีการปกปิด แบ่งหน้าที่ และมุ่งหมายให้ได้มาซึ่ง สว.ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
คำร้องขอให้ศาลพิจารณาประกอบกัน ระหว่างพฤติการณ์ที่ผู้ร้องพบเห็นด้วยตนเองก่อนและระหว่างการเลือก ได้แก่ การจัดประชุมลับเพื่อเตรียมการสมยอม ที่มีการเก็บโทรศัพท์มือถือและติดสายรัดข้อมือ การได้รับข้อมูลรายชื่อหรือหมายเลขผู้สมัครในลักษณะตารางโพย การติดต่อผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ เพื่อการประสานงาน ตลอดจนการพบเห็นรูปแบบการลงคะแนนในสถานที่เลือกของผู้ถูกร้องทั้ง 2 ขบวนการ ซึ่งผู้ร้องได้จดบันทึกไว้ โดยเป็นการจัดทำไว้ในขณะเกิดเหตุและได้ยื่นคัดค้านต่อ กกต.ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยหลักฐานที่ผู้ร้องอ้างสามารถตรวจสอบเทียบกับภาพจากกล้องวงจรปิด บัตรลงคะแนน รายงานผลคะแนน จากเอกสารของ กกต. และข้อมูลการติดต่อสื่อสารได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากสำนวนการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ควรนำมาพิจารณาประกอบกัน ได้แก่ สำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาการกระทำเป็นอั้งยี่ และความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งการกำหนดประเด็นสอบสวนดังกล่าว ย่อมแสดงว่ามีข้อเท็จจริงบางส่วนที่เห็นควรตรวจสอบในมิติของการรวมกลุ่ม การกระทำต่อเนื่อง และเส้นทางเงิน มิใช่จำกัดอยู่เฉพาะการกระทำของผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง จึงขอให้ศาลเรียกสำนวนฉบับเต็มเพื่อพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่รวบรวมโดย DSI มีเนื้อหาอย่างไร มีการแบ่งหน้าที่หรือสายการบังคับบัญชาหรือไม่ มีการใช้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์เป็นเครื่องมือหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับบุคคลในคำร้องเพียงใด
ในส่วนของสำนวนการสอบสวนของคณะไต่สวนของ กกต.คณะที่ 26 ที่มีรายงานเผยแพร่เกี่ยวกับบุคคลที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 229 ราย โดยมีทั้ง สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่และบุคคลอื่นที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือสนับสนุนการได้มาซึ่ง สว.สำนวนดังกล่าวได้กล่าวถึงลักษณะการดำเนินการที่มีการแบ่งหน้าที่และเชื่อมโยงกันในหลายพื้นที่ รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการจัดหาผู้สมัคร การจัดทำโพย และการประสานงานเพื่อให้ผลการเลือกเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จึงขอให้ศาลตรวจสอบรายงานและพยานหลักฐานฉบับเต็ม เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีพยานบุคคล เอกสาร การติดต่อสื่อสาร เส้นทางการเงิน และข้อมูลจากสถานที่ต่าง ๆ สนับสนุนถึงระดับใด
ประเด็นที่ 2 ขอบเขตของพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าครอบคลุมหลายจังหวัด และมีการประสานงานเป็นระบบ
หากการตรวจสอบพบว่ามีการจัดเตรียมรายชื่อหรือแนวทางการลงคะแนนในหลายกลุ่มอาชีพ หลายระดับ และหลายจังหวัด โดยมีบุคคลหรือผู้ประสานงานเชื่อมโยงกัน มีการกำหนดเป้าหมายหรือวิธีดำเนินการร่วมกัน และมีการสนับสนุนด้านการเดินทาง ค่าใช้จ่าย หรือผลประโยชน์ ย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากการกระทำโดยอิสระของผู้สมัครเป็นรายบุคคล และควรตรวจสอบว่ามีศูนย์ประสานงานหรือกลไกการสั่งการร่วมกันหรือไม่
ประเด็นนี้ขอให้ศาลพิจารณาหลักฐานในลักษณะเชื่อมโยงข้ามพื้นที่ ได้แก่ รายชื่อและหมายเลขผู้สมัครที่ปรากฏในเอกสารหรือโพย ข้อมูลการติดต่อระหว่างผู้ประสานงาน วันเวลาและสถานที่นัดหมาย ข้อมูลการเดินทาง หลักฐานการจ่ายเงินหรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำให้การของบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยให้ตรวจสอบว่ามีรูปแบบร่วมกัน ซึ่งอธิบายได้ด้วยการวางแผนหรือประสานงานหรือไม่ และหากมี ผู้ใดเป็นผู้ริเริ่ม ผู้กำหนดเป้าหมาย ผู้จัดหา ผู้ประสาน และผู้ปฏิบัติในแต่ละระดับ โดยเน้นการสื่อสารคำสั่ง การส่งต่อข้อมูล การจัดสรรทรัพยากร หรือการดำเนินการตามแผนร่วมกัน
ประเด็นที่ 3 ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลแกนนำ 22 คน และความเกี่ยวข้องของผู้ถูกร้อง
จากข้อมูลเกี่ยวกับความเห็นของคณะไต่สวนและรายงานการสอบสวนที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบุคคลทางการเมืองและบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 22 คน ซึ่งถูกกล่าวถึงในฐานะกลุ่มบุคคลที่อาจมีบทบาทในการวางแผน สนับสนุน หรือประสานการดำเนินการ เพื่อให้ได้มาซึ่ง สว.ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงขอให้ศาลตรวจสอบบทบาทของบุคคลทั้ง 22 คน ตามพยานหลักฐานรายบุคคลโดยเฉพาะว่า ใครเป็นผู้กำหนดแผน ใครเป็นผู้รับทราบหรือให้ความเห็นชอบ ใครเป็นผู้จัดการประสานงาน ใครเป็นผู้ส่งต่อคำสั่ง และใครเป็นผู้ดำเนินการในพื้นที่
ประเด็นที่ 4 ความจำเป็นในการตรวจสอบว่าการได้มาซึ่ง สว.เป็นเพียงเหตุการณ์ในวันเลือก หรือเป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อไปภายหลังเข้ารับตำแหน่ง
ประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการจัดการเลือก เข้ากับรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 มิได้อยู่ที่การได้มาซึ่งคะแนนหรือจำนวน สว.เท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า เมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าได้รับการสนับสนุนหรือประสานงานตามแผนเข้าไปดำรงตำแหน่งแล้ว ยังมีบุคคลหรือเครือข่ายภายนอกใช้อำนาจกำหนดทิศทางหรือควบคุมการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
ข้อเท็จจริงเรื่องการสั่งการภายหลังเข้ารับตำแหน่ง เป็นจุดที่ต้องมีพยานหลักฐานเฉพาะ ไม่อาจสรุปจากการลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกัน หรือจากความสัมพันธ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียวได้ จึงขอให้ศาลตรวจสอบเอกสารและพยานที่อาจแสดงถึงการติดต่อหรือการรวมตัวกันประชุมภายในกลุ่มก่อนการลงมติ การส่งแนวทางหรือรายชื่อบุคคลที่จะให้ความเห็นชอบ การสื่อสารระหว่างบุคคลภายนอกกับ สว. การจัดเตรียมคำอธิบายหรือข้อมูลเพื่อใช้ในการลงมติ ตลอดจนพฤติการณ์ที่แสดงว่ามีการติดตามหรือกำกับให้ สว.ปฏิบัติตามแนวทางนั้นหรือไม่
โดยขอให้ตรวจสอบเอกสารการประชุมและการลงมติของวุฒิสภาในวาระสำคัญ รวมถึงการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ 23 ก.ค.2567 การลงมติเห็นชอบบุคคลเข้าปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ของ สว.ชุดนี้ และวาระอื่นที่มีหลักฐานเฉพาะเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหา โดยให้พิจารณาร่วมกับข้อมูลการติดต่อสื่อสาร บันทึกการประชุม รายชื่อผู้เข้าร่วม และพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสั่งการหรือประสานงาน
ประเด็นที่ 5 เหตุที่ควรพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดในภาพรวม ตามมาตรา 49
หากพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมาตรวจสอบยืนยันได้ว่า มีการวางแผนและประสานงานเป็นเครือข่ายในหลายพื้นที่ มีการกำหนดเป้าหมายให้บุคคลจำนวนหนึ่งเข้าไปดำรงตำแหน่ง สว.โดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด มีบุคคลแกนนำทำหน้าที่สั่งการหรือจัดการ และความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อภายหลังเข้ารับตำแหน่ง เพื่อควบคุมหรือกำหนดทิศทางการใช้อำนาจหน้าที่ของ สว. ย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่มีนัยสำคัญต่อการพิจารณาว่า เป็นเพียงการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หรือเป็นการกระทำที่มีเป้าหมายและผลกระทบกว้างกว่านั้น จนเข้าลักษณะการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49 หรือไม่
โดยสรุป ประเด็นที่ขอให้ศาลตรวจสอบ เพื่อที่จะตอบคำถามสำคัญ 3 เรื่องคือ 1) มีเครือข่ายหรือกลุ่มบุคคลที่จัดตั้งขึ้นและดำเนินการร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว.ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ 2) การดำเนินการดังกล่าวมีขอบเขตและการประสานงานหลายพื้นที่อย่างเป็นระบบเพียงใด และ 3) ภายหลัง สว.เข้ารับตำแหน่งแล้ว มีหลักฐานโดยตรงหรือหลักฐานแวดล้อมที่เชื่อมโยงถึงการสั่งการ ควบคุม หรือครอบงำการใช้ดุลพินิจในการลงมติหรือปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
คำร้องระบุว่า หากศาลตรวจสอบแล้ว พบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงองค์ประกอบทั้งสามเข้าด้วยกันได้ ขอให้ศาลพิจารณาว่าการกระทำนั้น มีความมุ่งหมายและทยอยเกิดผลจนถึงปัจจุบันอยู่ในระดับที่เข้าข่าย มาตรา 49 หรือไม่ และหากยังมีข้อเท็จจริงส่วนใดไม่เพียงพอ ขอให้ศาลพิจารณาเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็นก่อนวินิจฉัย ทั้งนี้ เพื่อให้การวินิจฉัยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ มิใช่การคาดหมายหรือข้อสรุปจากผลการลงคะแนนเพียงอย่างเดียว
นี่คือ ประเด็นคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ เพื่อวินิจฉัยว่า ทำไม ? ฮั้ว สว.= ล้มล้างการปกครอง ตาม ม.49
อ่านประกอบ:
- งานแรก อสส. คนใหม่ “โกวิท ศรีไพโรจน์” สั่งคำร้องฮั้ว สว. “ก่อกบฏนิติบัญญัติ-ล้มล้างปกครอง”
- ฮั้ว สว. 'ล้มล้างการปกครอง'?? ขอบารมีศาล รธน.เป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้าย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา