
"...ที่มาของชื่อบึงว่าบึงสีไฟนั้น ก็เนื่องมาจากว่ายามที่พระอาทิตย์สะท้อนแสงลงบนผืนน้ำในบึงจะปรากฎเป็นสีแดงเรื่อๆ หรือว่า คล้ายสีสนิม ในบางช่วงบางเวลาก็คล้ายกับว่ามีเปลวไฟเต้นอยู่ในบึงน้ำ อย่างนั้นเลยทีเดียว..."
บึงสีไฟเป็นบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่อันดับ 1 ใน 5 ของประเทศครอบคลุมพื้นที่ถึง 5 ตำบลของเขตเมือง จังหวัดพิจิตร
เมืองพิจิตรเป็นเมืองเก่ามีมาแต่โบราณ สมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกเมืองพิจิตรว่า โอฆะบุรี แปลว่าเมืองแห่งห้วงน้ำ มีตำนานที่คนไทยทุกเพศทุกวัยและทุกรุ่นรู้จักดี คือ พญาชาละวัน
พญาชาละวันเป็นราชาแห่งจระเข้ที่ทรงฤทธานุภาพ แปลงร่างเป็นคนได้ตามที่ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องไกรทอง ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ รัชกาลที่ 2
บึงสีไฟก็คือบ้านใหญ่ของพญาชาละวันที่ทำให้เมืองพิจิตรได้ชื่อว่าเป็นเมืองจระเข้
ทั้งที่แท้จริงแล้วพิจิตรเป็นเมืองพระ เพราะมีพระพุทธรูปดังที่มีมาแต่กรุงศรีอยุธยาซึ่งพุทธศาสนิกชนไทยให้ความเคารพกราบไหว้ด้วยศรัทธายิ่ง คือองค์หลวงพ่อเพชรแห่งวัดท่าหลวง และก็มีพระสงฆ์ผู้เรืองนามเรืองเดช คือ หลวงพ่อเงินแห่งวัดบางคลาน ที่ไม่มีเซียนพระคนไหนที่จะไม่รู้จัก
พระเจ้าเสือหรือสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ ที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยาผู้ได้ชื่อว่าดุร้ายก็เป็นคนเมืองพิจิตร เกิดที่บ้านโพธิ์ประทับช้าง ก่อนที่จะมีราชวงศ์บ้านพลูหลวง
จังหวัดพิจิตรจึงไม่ใช่เมืองเกิดใหม่ เช่นเดียวกับบึงสีไฟ บึงน้ำธรรมชาติที่ก็คงจะมีมาแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลก
ส่วนที่มาของชื่อบึงว่าบึงสีไฟนั้น ก็เนื่องมาจากว่ายามที่พระอาทิตย์สะท้อนแสงลงบนผืนน้ำในบึงจะปรากฎเป็นสีแดงเรื่อๆ หรือว่า คล้ายสีสนิม ในบางช่วงบางเวลาก็คล้ายกับว่ามีเปลวไฟเต้นอยู่ในบึงน้ำ อย่างนั้นเลยทีเดียว
ทุกวันนี้บึงสีไฟได้กลายเป็นแลนด์มาร์กในการท่องเที่ยวของจังหวัดไปแล้ว ส่วนจระเข้ยังมีเหลือพอให้เห็นอยู่ในบ่อเลี้ยง ส่วนพญาชาละวันยังไม่ได้หายไปไหน
พญาชาละวันซึ่งตอนนี้ตัวใหญ่ราวกับตึกยังคงนอนรอนักท่องเที่ยวอยู่ที่ปากทางเข้าบึงสีไฟนั่นเอง อ้าปากกว้างใหญ่ให้คนเดินเข้าไปได้ รับรองว่าไม่ดุร้าย ไม่งับไม่จับกินแน่นอน
ใครก็ผ่านเข้าผ่านออกรูปปั้นพญาชาละวันได้ตลอดเวลา
บึงสีไฟในโลกปัจจุบันก็คงจะไม่ต่างไปจากแม่น้ำลำคลองและบึงบางทั่วไป เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจึงทรุดโทรมร่วงโรยลงด้วยทั้งภัยธรรมชาติและภัยจากมือมนุษย์
เกิดปัญหาอะไรขึ้นกับบึงใหญ่แห่งนี้...
บึงสีไฟที่กว้างขวางกินพื้นที่ของอำเภอเมืองพิจิตรถึง 5 ตำบล ได้แก่ตำบลในเมือง ตำบลท่าหลวง ตำบลคลองคะเชนทร์ ตำบลเมืองเก่า และตำบลโรงช้าง รวมแล้วมากกว่า 5-6 พันไร่ ได้เสื่อมโทรมลงตามเวลาอันเนื่องมาจากปัญหาหลายอย่าง
เช่นว่า ปัญหาความแห้งแล้ง น้ำแห้งขอด จนเกิดไฟไหม้ขึ้นที่เกาะกลางบึง เหตุก็เพราะบึงมีวัชพืชแห้งทับถมกันมาเป็นเวลานาน คำว่า บึงสีไฟก็น่าจะมาจากปรากฏการณ์นี้ด้วย รวมทั้งปัญหาผักตบชวาที่เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกีดขวางทางน้ำ ทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน
สัตว์น้ำหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในบึงก็เริ่มค่อย ๆ หายไป
เมื่อความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ “โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบายพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร” จึงได้เกิดขึ้น เป็นหนึ่งในโครงการ “สายน้ำแห่งชีวิต” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ 28 กรกฎาคม 2567
ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโครงการตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2567 พร้อมกับที่ได้ทรงเปิดสนามจักรยานและได้พระราชทานชื่อว่า “สราญจิตมงคลสุข” ซึ่งมีความหมายว่า เป็นสนามจักรยานที่ทำให้เกิดสำราญบานใจ เป็นมงคลและสุขสบาย
ที่จริงโครงการบึงสีไฟได้เริ่มเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว ที่หน่วยงานราชการในพระองค์ได้น้อมนำพระบรมราโชบายมาดำเนินงาน โดยร่วมงานกับหน่วยงานอีกหลายแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน
เริ่มแต่การขุดลอกคูบึงแล้วนำดินไปถมเพื่อที่จะสร้างทางริมบึงขึ้น การผันน้ำเข้ามาเต็มบึง และการปรับปรุงภูมิทัศน์ต่าง ๆ รอบ ๆ บึงอันกว้างขวาง รวมทั้งการสร้างสวนหย่อนใจ ปลูกต้นไม้ต้นไร่ที่งดงามและมีประโยชน์ และเพราะพันธุ์ปลากับสารพัดสัตว์น้ำขึ้นมาใหม่หมด รวมทั้งจระเข้ในบ่อวิจัยอันเป็นงานวิชาการ
ไม่นานบึงสีไฟก็เต็มไปด้วยพื้นที่เขียวชอุ่ม เป็นทั้งแหล่งทำกินของชาวบ้านชาวประมง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนทั่วไป
ทุกวันนี้บึงสีไฟได้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองพิจิตรไปแล้ว
บึงสีไฟได้กลับมามีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนล่าง มีงานกิจกรรม มีชีวิต และสีสัน เปล่งแสงเรืองรองเหมือนกับแสงของผิวน้ำที่พระอาทิตย์สาดส่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนามจักรยานที่บึงสีไฟนับเป็นสนามแข่งที่มาตรฐานระดับโลกสำหรับสนาม BMX ของนักปั่นจักรยานทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ใช้จักรยานขาไถ
ในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ บรมราชินีเสด็จมาเปิดงานที่บึงสีไฟนั้น ภายหลังทางจังหวัดพิจิตรได้จัดการให้มีการแต่งเพลงเทอดพระเกียรติขึ้น ชื่อเพลงว่า “กลับมานับหนึ่งที่บึงสีไฟ” ขับร้องโดย จอมขวัญ กัลยา และผู้แต่งเนื้อร้องใช้นามว่า อ๊อด พิจิตร ได้ถอดความมาให้ฟังกัน มีเนื้อความว่าดังนี้
...กลับมานับหนึ่งที่บึงสีไฟ
บ้านเรานี้มีอะไรมากมายกว่าเก่า
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวของเรา
องค์ราชินีล้นเกล้า เนรมิตบ้านเราสกาวสดใส
ทรงเป็นที่พึ่งลึกซึ้งเมตตา
เสด็จมาเปิดการพัฒนายิ่งใหญ่
สร้างสนามจักรยานให้ชาวบ้านปั่นออกกำลังกาย
“สราญจิตมงคลสุข” ความหมาย
พระราชทานนามไว้ น้ำพระทัยสูงค่า
เนื่องในโอกาสพระราชพิธี
มหามงคลนี้ เฉลิมพระชนม์ 60 รอบพรรษา
เปล่งเสียงน้อมส่งทรงพระเจริญองค์พระราชา
เป็นพระมหากรุณา พระองค์เสด็จมา สร้างความตราตรึง
ทำตัวให้ว่างไปปล่อยวางเรื่องงาน
กลับเมืองชาละวัน บ้านเรานั้นสวยเป็นที่หนึ่ง
กินข้าวพร้อมญาตินั่งมองสนามหญ้าริมบึง
กลับมานับหนึ่งที่บึงสีไฟ...
นับเป็นเพลงที่ไพเราะทั้งการร้องและเนื้อเพลง มีความครบถ้วนสมบูรณ์ในตัว คงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว
บทความโดย :
วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา