
"...บ้านเลาขวัญ “บ้านหลังเขา” ตั้งอยู่ในเงาฝนคือ พื้นที่แห้งแล้ง มีความชื้นต่ำ จึงมีฝนน้อย จนได้ชื่อว่าเป็น “อีสานภาคกลาง” ชาวบ้านได้แต่อาศัยหนองน้ำธรรมชาติที่มีมาแต่เดิม จนปัจจุบันเป็นอำเภอใหญ่ ผู้คนมาก น้ำท่าจึงขาดแคลน ทั้งน้ำกินน้ำใช้ ให้ต้องทุกข์ต้องเดือดร้อนอยู่เสมอ..."
อำเภอเลาขวัญของจังหวัดกาญจนบุรีน่าจะติดอันดับของอำเภอที่ผู้คนรู้จักน้อยที่สุด เพราะตั้งอยู่ “หลังเขา” และมีแต่บ้านไร่บ้านนา
แต่ถึงกระนั้นเลาขวัญก็มิใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ได้ถูกยกฐานะเป็นอำเภอมานาน 50 ปีแล้ว และทั้งอำเภอเลาขวัญและตำบลหนองฝ้ายที่จะได้กล่าวถึงนี้ก็มีระบบการปกครองท้องถิ่นเป็นเทศบาลตำบล และที่ไม่มีใครรู้ ที่นี่มีโครงการต้นแบบในการสืบสานพระราชดำริที่นับได้ว่าประสบผลสำเร็จโดดเด่นอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด
นั่นก็คือ โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามพระบรมราโชบายของพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
ตามประวัติการขุดเจาะน้ำบาดาลมีมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 บ่อน้ำบาดาลบ่อแรกของไทยที่ใช้เครื่องเจาะไม้ไผ่จากเมืองจีนขุดเจาะ อยู่ที่ย่านเยาวราช ไม่ทราบว่ายังอยู่หรือเปล่า
อำเภอเลาขวัญมีประวัติเมื่อแรกตั้งว่า ชาวบ้านที่ได้พากันอพยพข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งลาวมา เรียกชุมชนที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า “บ้านเหล่ากัน” ก็คือบ้านของพรรคพวกกัน ของหมู่เดียวกัน อะไรในทำนองนั้น ก่อนที่จะเพี้ยนมาเป็นภาษาไทยอันแสนไพเราะว่า “เลาขวัญ” อย่างทุกวันนี้
บ้านเลาขวัญ “บ้านหลังเขา” ตั้งอยู่ในเงาฝนคือ พื้นที่แห้งแล้ง มีความชื้นต่ำ จึงมีฝนน้อย จนได้ชื่อว่าเป็น “อีสานภาคกลาง” ชาวบ้านได้แต่อาศัยหนองน้ำธรรมชาติที่มีมาแต่เดิม จนปัจจุบันเป็นอำเภอใหญ่ ผู้คนมาก น้ำท่าจึงขาดแคลน ทั้งน้ำกินน้ำใช้ ให้ต้องทุกข์ต้องเดือดร้อนอยู่เสมอ
ก่อนหน้านี้ผู้คนในเลาขวัญในทุกปีต้องพึ่งพาน้ำกินน้ำใช้บรรทุกรถจากจังหวัดอื่นเข้ามา ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปปีละหลายล้านบาท
แต่หลังจากที่ตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ ได้ถูกใช้เป็นต้นแบบของโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งจากแนวพระราชดำริแล้ว ประสบพบความสำเร็จแล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ตามหลักการของโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งตามพระบรมราโชบายนั้น ได้จัดวางไว้เป็น 3 ระยะ มีดังนี้
ระยะที่ 1 มี 15 โครงการครอบคลุม 11 จังหวัด
ระยะที่ 2 มี 18 โครงการครอบคลุม 10 จังหวัด
ระยะที่ 3 มี 14 โครงการคลอบคลุม 14 จังหวัด
รวมแล้วโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งทั่วประเทศ มีทั้งหมด 47 โครงการรวม 35 จังหวัด จะสามารถช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบภัยแล้งซ้ำซากทั้งน้ำกินน้ำใช้และน้ำในการทำไร่ไถนา ได้มากเกือบแสนครัวเรือน มากกกว่า3 แสนคน
นี่คือน้ำจากพระราชหฤทัยอันหาที่สุดมิได้
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรีอันเป็นโครงการต้นแบบดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
มาถึงทุกวันนี้ โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างไรบ้าง...ต้องมาดูกัน
หลังจากที่หน่วยงานในพระองค์ได้น้อมนำพระบรมราโชบายเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านประชาชนที่ได้รับความลำบากในการขาดแคลนน้ำ ทั้งกินใช้และที่สำคัญในการประกอบสัมมาอาชีพเกษตรกรรม ที่ต้องใช้น้ำเป็นสำคัญ โดยได้ประสานร่วมมือกับ หน่วยงานหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรวมทั้งประชาชนชาวบ้านทั่วไปในพื้นที่ด้วย
การดำเนินงาน มีนับตั้งแต่เริ่มสำรวจหาพื้นที่ขุดเจาะบ่อบาดาลและพัฒนาให้บ่อน้ำบาดาลแต่ละแห่งได้มีประสิทธิภาพและความมั่งคง แล้วในที่สุดก็สามารถสร้างหอประปา ขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำพร้อมกับการสร้างหอ ถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ไว้
ไม่แต่เพียงเท่านั้น โครงการที่เลาขวัญนี้ยังได้ตั้งศูนย์การเรียนรู้เรื่องน้ำบาดาลเอาไว้ให้ชาวบ้านได้ศึกษาด้วย ในขณะเดียวกันยังได้ตั้งจุดบริการน้ำไว้ให้กับชาวบ้านอย่างทั่วถึงด้วยอีก
ผลสำเร็จจากโครงการปรากฏว่าได้ทำให้ชาวบ้าน ชุมชน มากกว่า 58,000 คน หรือว่า 11,000 ครัวเรือน ได้รับน้ำอย่างทั่วถึง ทั้งในการกินใช้และในการทำไร่นา
นอกจากนี้โครงการนี้ยังช่วยให้ชุมชนหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้เคียงกันได้มีน้ำใช้สอยคลายความทุกข์ความเดือดร้อนไปได้ด้วยหลายแห่ง จึงนับว่าเป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง
ในวันที่พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จมาบ้านเลาขวัญได้เสด็จไปทอดพระเนตรแปลงเกษตรสาธิตที่ได้จัดทำไว้ด้วย ซึ่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นได้กราบบังคมทูลถวายรายงานว่า แปลงเกษตรสาธิตแห่งนี้ได้ใช้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำหลักในการเพาะปลูก มีพื้นที่ทั้งหมด 10 แปลง รวม 60 ไร่ ประกอบด้วย พันธุ์พื้นทางเศรษฐกิจหลากหลาย โดยเฉพาะทุ่งดอกดาวเรือง 10 ไร่ ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรชาวบ้าน ได้มากถึงปีละ 64,000 บาท
นอกจากนี้แล้วแปลงเกษตรสาธิตแห่งนี้ก็ยังปลูกพืชทางเศรษฐกิจอีกหลากหลาย เป็นต้นว่า อ้อย มันสำปะหลัง เผือก มะเขือเทศ ฯลฯ ไปจนถึงฟ้าทะลายโจร ที่ล้วนแต่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกรชาวบ้านเลาขวัญ
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า บ้านเลาขวัญ กาญจนบุรี แผ่นดินที่เคยเป็น “เงาฝน” แห้งแล้งได้กลายมาเป็นแผ่นดินที่ชุ่มชื้นและมีชีวิตชีวายิ่งแล้ว
แล้วทั้งหมดนี้ก็เกิดมาด้วยน้ำจากพระราชหฤทัยของในหลวงรัชกาลที่ 10 ผู้ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของอาณาประชาราษฎร์ที่เลาขวัญโดยแท้จริง
บทความโดย :
วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา