
“…เมื่อคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ในกระบวนการทางกฎหมายจึงต้องมีการนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง โดยมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีเหตุให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคสอง ในกรณีนี้ ศ.คลินิก นพ.สรณฯ จึงมีความจำเป็นตามกฎหมายที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ…”
...........................................
หมายเหตุ : ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Pirongrong Ramasoota’ กรณีการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หลังจากจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณฯ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุให้ต้องพูดคุยชี้แจงกับน้องๆสื่อมวลชนอยู่ตลอด ก็ต้องขอบคุณที่ทุกคนทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่และดีงามนะคะ
อย่างไรก็ดี อยากขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในบางประเด็นที่อาจจะได้พูดถึงไปบ้าง แต่ยังไม่สามารถลงรายละเอียดได้ชัดเจนในเวลาอันจำกัดที่ได้พบปะกับน้องๆสื่อมวลชนที่สำนักงาน กสทช. โดยเฉพาะประเด็นข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประนีประนอมในแง่ความถูกต้องได้คะ
กรณี ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. ได้ร่วมกันแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ภายหลังจากที่ไม่สามารถจัดการประชุม กสทช. ครั้งที่ 23/2569 ได้ เนื่องจากมีองค์ประชุมไม่ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด
โดยมีประเด็นคำชี้แจงเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ เหตุผลความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. และบทบาทของสำนักงาน กสทช. ในการเสนอขออนุมัติบรรจุระเบียบวาระจากประธาน กสทช. นั้น
ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจน และป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ และการปฏิบัติภารกิจของ กสทช. ดังนี้
1.ประเด็นที่ 1 กรณี ศ.คลินิก นพ.สรณฯ ชี้แจงว่า ไม่มีกฎหมายรองรับการหยุดปฏิบัติหน้าที่ การหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน จึงเข้าข่ายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย กรณีจึงมีความจำเป็นที่ตนเองต้องปฏิบัติหน้าที่ ประธาน กสทช. ต่อไป
ขอเรียนว่า
1.1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ...มีโทษจำคุก ...” ซึ่งการจะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ในกรณี “การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ต้องเป็นการละเว้นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือเป็นไปโดยทุจริต
ส่วนในกรณี “การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ต้องเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายรองรับ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้
1.2 จากคำชี้แจงของ ศ.คลินิก นพ.สรณฯ ที่ว่า การหยุดปฏิบัติหน้าที่เข้าข่ายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น เป็นคำกล่าวอ้างที่คลาดเคลื่อนต่อหลักกฎหมายข้างต้น
เนื่องจากเรื่องนี้คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 สรุปว่า ศ.คลินิก นพ.สรณฯ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
เนื่องจากก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ศ.คลินิก นพ.สรณฯ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งถือเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐส่งผลให้ถือว่า ศ.คลินิก นพ.สรณฯ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น
และเมื่อคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ในกระบวนการทางกฎหมายจึงต้องมีการนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง โดยมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีเหตุให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคสอง
ในกรณีนี้ ศ.คลินิก นพ.สรณฯ จึงมีความจำเป็นตามกฎหมายที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ และเพื่อเปิดโอกาสให้มีการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และป้องกันมิให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบที่เป็นอุปสรรคหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. ที่เหลือ (6 ท่าน)
อีกทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้เกิดความเสี่ยงที่มติและการดำเนินการต่างๆ ของ กสทช. จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังด้วย ดังนั้น การหยุดปฏิบัติหน้าที่ในกรณีนี้ จึงถือว่ามีเหตุผลสมควรตามกฎหมาย และมิใช่การกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือเป็นไปโดยทุจริต กรณีจึงไม่อาจเข้าข่ายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ศ.คลินิก นพ.สรณฯกล่าวอ้างได้
1.3 นอกจากนี้ การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. เมื่อมีเหตุอันควรตามกฎหมายมิใช่เรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เคยมีบรรทัดฐานการปฏิบัติที่ถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นที่ยอมรับโดยที่ประชุม กสทช. มาแล้ว คือ กรณีของนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ (อดีตกรรมการ กสทช.)
ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริง ว่าภายหลังจากที่ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (คดีหมายเลขดำที่ อ.4383/2553) เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 อันเป็นเหตุให้นางสาวสุภิญญาฯ อาจเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553
ในวันเดียวกัน นางสาวสุภิญญาฯ ได้มีบันทึกข้อความ ที่ สทช 1003.9/036 ถึงเลขาธิการ กสทช. แจ้งขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ กสทช. เป็นการชั่วคราวโดยไม่รับค่าตอบแทน พร้อมทั้งส่งคืนทรัพย์สินและรถยนต์ประจำตำแหน่งทันที ซึ่งในกรณีนี้ ที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 3/2560 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 ได้มีมติรับทราบการขอยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว
จนกระทั่งได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีในราชกิจจานุเบกษา (เล่ม 135 ตอนพิเศษ 7 ง หน้า 26 ลงวันที่ 12 มกราคม 2561) ให้นางสาวสุภิญญาฯ พ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยมีผลย้อนหลังไปถึงตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2560 ตามมาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติที่ถูกต้อง เหมาะสม ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นที่รับรองโดยมติที่ประชุม กสทช. ที่ผ่านมา
อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ใดกล่าวหาหรือดำเนินคดีแก่นางสาวสุภิญญาฯ ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกด้วย
1.4 ในทางตรงกันข้าม หาก ศ.คลินิก นพ.สรณฯ ได้รับทราบคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ แล้วว่าตนเองเป็นผู้สละสิทธิ์หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ตลอดจนทราบถึงอุปสรรคปัญหา ความเสียหาย และผลกระทบจากการที่ไม่อาจจัดประชุม และขับเคลื่อนงานของ กสทช. จากเหตุข้อบกพร่องเรื่องคุณสมบัติของตนเอง แต่ยังคงยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไป
กรณียิ่งกลับมีความเสี่ยงที่จะเกิดประเด็นโต้แย้งทางกฎหมายว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากฐานทางกฎหมายรองรับหรือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ และอาจส่งผลให้มติ ประกาศ หรือการดำเนินการใดๆ ของ กสทช. ที่มี ศ.คลินิก นพ.สรณฯ ร่วมลงนาม ดำเนินการ หรือทำหน้าที่ประธานเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะและเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยมิอาจชดเชยในภายหลังได้
การปฏิบัติหน้าที่ขณะที่ทราบข้อบกพร่องเรื่องคุณสมบัติของตนเองแล้ว จึงเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 ได้
2.ประเด็นที่ 2 กรณี ศ.คลินิก นพ.สรณฯ ชี้แจงว่า ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของประธาน กสทช. เป็นอำนาจเฉพาะตัว เพราะไม่มีบทกฎหมายใดระบุให้สามารถมอบหมายให้กรรมการ กสทช. ท่านอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนได้ โดยเฉพาะการลงนามในใบอนุญาต และการออกประกาศ กสทช. กรณีจึงมีความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ประธาน กสทช. ด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบหมายให้กรรมการท่านอื่นดำเนินการแทนได้
ขอเรียนว่า
2.1 ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของประธาน กสทช. ภายใต้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 คือ การกำกับดูแลการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. ให้เป็นไปตามนโยบาย ระเบียบ และมติที่ประชุม ของ กสทช. ที่เป็นองค์กรกลุ่ม ประธาน กสทช. มิได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเฉพาะตัวในการตัดสินใจ หรือใช้อำนาจแทน กสทช. ทั้งคณะ
โดยการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 วางหลักไว้ชัดเจนว่า การประชุม การลงมติ และการปฏิบัติงานของ กสทช. ให้เป็นไปตามระเบียบที่ กสทช. กำหนด รวมถึงในการปฏิบัติหน้าที่ กสทช. อาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนปฏิบัติงานแทน กสทช. ได้ ซึ่งรวมถึงการลงนามในคำสั่ง ประกาศ หรือเอกสารตามแบบพิธีในนามองค์กรคณะด้วย
ดังเช่นในอดีต สมัย พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ที่ประชุม กสทช. ก็ได้เคยมีมติมอบหมายให้ พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ (รองประธานกรรมการ กสทช.) ปฏิบัติหน้าที่และลงนามในประกาศ กสทช. ตลอดจนใบอนุญาตเกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แทนประธาน กสทช. มาแล้วหลายครั้ง โดยปรากฏตัวอย่างดังต่อไปนี้
(1) ในการที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 4/2557 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 วาระที่ 5.1.2 ที่ประชุมมีมติมอบอำนาจให้ กสท. ปฏิบัติหน้าที่แทน กสทช. ในการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจนเสร็จสิ้นกระบวนการและให้ ประธาน กสท. ลงนามใน ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. ... ในฐานะปฏิบัติการแทนประธาน กสทช. เพื่อนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
(2) ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 วาระที่ 5.1.1 ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การวัดการแพร่แปลกปลอมของ สถานีทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง (ฉบับที่ 2) โดยมอบหมายให้ ประธาน กสท. ในฐานะปฏิบัติการแทนประธาน กสทช. เป็นผู้ลงนามในประกาศก่อนนำไปลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
อนึ่ง กรณีการมอบหมายให้กรรมการท่านอื่นลงนามแทนดังกล่าวยังเคยมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดรองรับไว้แล้วว่า การที่คณะกรรมการมีมติมอบหมายให้กรรมการท่านอื่นลงนามแทนประธาน สามารถดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ
2.2 ส่วนการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 อันเป็นเหตุให้ ศ.คลินิก นพ.สรณฯ ไม่เหมาะสมและไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช. ต่อไปตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 ข้อ 26 ได้กำหนดหลักเกณฑ์รองรับอย่างชัดเจนว่า
ในกรณีที่ประธาน กสทช. ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการ กสทช. ท่านใดท่านหนึ่งที่มาประชุมขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน ซึ่งที่ผ่านมา กสทช. ก็ได้เคยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง อาทิ ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 19/2565 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 เมื่อ ศ.คลินิก นพ.สรณฯ ติดภารกิจเข้ารับการรักษาพยาบาล ที่ประชุมก็ได้มีมติเลือก รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนตามข้อ 26 ของระเบียบดังกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา