
"...เหตุผลสำคัญไม่ได้เกิดจากการขาดความจำเป็น แต่ น่าจะเกิดจากการที่ยังไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและการบริหารให้เกิดขึ้นจริง กล่าวคือ ยังไม่มีข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครรองรับการจัดเก็บ ยังไม่มีการผลักดันให้เกิดการบังคับใช้ และ เรื่องดังกล่าวยังไม่ถูกยกระดับเป็นนโยบายที่สามารถดำเนินการได้จริง หรือ อาจกล่าวได้ว่า ไม่ใช่ไม่มีอำนาจ แต่ยังไม่ได้ใช้อำนาจดังกล่าว..."
ประเทศไทยมีระบบการจัดเก็บภาษีจากยาสูบหลายลักษณะ ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินที่จัดสรรเข้าสู่กองทุนต่าง ๆ แต่ยังมีรายได้อีกประเภทหนึ่งที่ประชาชนอาจยังไม่ทราบ นั่นคือ การจัดเก็บภาษียาสูบเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ท้องถิ่นทั่วประเทศจัดเก็บมานานแล้ว
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมีการจัดเก็บรายได้จากยาสูบมาเป็นเวลานาน ภายใต้กฎหมายที่กำหนดให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดหารายได้ของตนเอง และสอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถนำรายได้กลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จำนวนมากได้ออกข้อบัญญัติจัดเก็บภาษียาสูบในพื้นที่ของตน เพื่อเป็นรายได้สำหรับการพัฒนาท้องถิ่น รายได้นี้สะท้อนหลักการสำคัญของการกระจายอำนาจ คือ ให้พื้นที่สามารถหารายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และนำรายได้กลับมาพัฒนาประชาชนในพื้นที่นั้นเอง
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ กลับยังไม่เคยจัดเก็บรายได้จากยาสูบดังกล่าว แม้จะเป็นเมืองที่มีจำนวนผู้สูบบุหรี่และมูลค่าการจำหน่ายยาสูบสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทำให้สูญเสียโอกาสในการมีรายได้เพิ่มเติมปีละหลายร้อยล้านบาทต่อปี
การเพิ่มรายได้ของกรุงเทพมหานครจากภาษียาสูบไม่ใช่แนวคิดใหม่
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ประกาศแนวทางปรับปรุงกฎหมายกรุงเทพมหานครเพื่อเพิ่มรายได้ของเมือง โดยระบุถึงแนวคิดในการจัดเก็บ ภาษียาสูบและภาษีโรงแรม เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการคลังของกรุงเทพมหานคร
อ้างอิง https://www.thaipost.net/general-news/278013/
'ชัชชาติ' เตรียมปรับแก้ พรบ.กทม. หารายได้เพิ่มจัดเก็บภาษียาสูบ-โรงแรม 6 ธันวาคม 2565
มาวันนี้ ปี 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ประกาศอีกครั้งถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบรายได้ของ กทม. เพื่อให้เมืองมีฐานรายได้ที่มั่นคง รองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้น และสามารถพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน โดยกล่าวว่า “ขณะนี้ทำเรื่องถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ให้ กทม.มีอำนาจจัดเก็บภาษีทั้ง 3 ประเภทได้ ประกอบด้วย บุหรี่ น้ำมัน และ โรงแรม ส่วนจะเริ่มได้เมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล”
อ้างอิง https://www.prachachat.net/real-estate/news-2038843
ชัชชาติ’ เพิ่มรายได้ภาษี รีดบุหรี่-โรงแรม-น้ำมัน 19 ก.ค. 2569
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี เรื่องการจัดเก็บภาษียาสูบยังคงอยู่ในวาระเชิงนโยบาย แต่ยังไม่สามารถผลักดันไปสู่การปฏิบัติได้ จึงถึงเวลาแล้วที่แนวคิดนี้ควรถูกเปลี่ยนให้เป็นการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การออกข้อบัญญัติที่จำเป็น และการกำหนดกลไกการใช้รายได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งสร้างประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชน
เหตุใด กทม. จึงยังไม่จัดเก็บ
เหตุผลสำคัญไม่ได้เกิดจากการขาดความจำเป็น แต่ น่าจะเกิดจากการที่ยังไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและการบริหารให้เกิดขึ้นจริง กล่าวคือ ยังไม่มีข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครรองรับการจัดเก็บ ยังไม่มีการผลักดันให้เกิดการบังคับใช้ และ เรื่องดังกล่าวยังไม่ถูกยกระดับเป็นนโยบายที่สามารถดำเนินการได้จริง หรือ อาจกล่าวได้ว่า ไม่ใช่ไม่มีอำนาจ แต่ยังไม่ได้ใช้อำนาจดังกล่าว
หลักการของการจัดเก็บมวนละ 10 สตางค์
กฎหมายกำหนดเพดานการจัดเก็บไว้ ไม่เกินมวนละ 10 สตางค์ ในทางปฏิบัติ หลายจังหวัดจัดเก็บในอัตราประมาณ 9.3 สตางค์ต่อมวน หรือประมาณ 1.86 บาทต่อบุหรี่หนึ่งซอง (20 มวน) แม้อัตราดังกล่าวจะดูไม่สูง แต่เมื่อนำมาคำนวณกับปริมาณการจำหน่ายบุหรี่ทั้งปี จะทำให้เกิดรายได้จำนวนมากแก่ท้องถิ่น หลักคิดของภาษีประเภทนี้ คือหลัก “ผู้ก่อผลกระทบควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต้นทุนของสังคม” (Polluter Pays Principle) และหลัก Health Tax ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้กับสินค้าที่ก่อผลเสียต่อสุขภาพ
ผู้สูบบุหรี่ก่อให้เกิดต้นทุนด้านการรักษาพยาบาล การควบคุมโรค การจัดการขยะจากก้นบุหรี่ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้นการนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาพัฒนาสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ จึงเป็นหลักการที่เหมาะสมและเป็นธรรม
หาก กทม. จัดเก็บ จะมีรายได้เท่าใด
จากการศึกษาทางวิชาการ มีการประเมินว่า หากกรุงเทพมหานครจัดเก็บรายได้จากยาสูบในอัตราที่กฎหมายกำหนด จะสามารถสร้างรายได้ หลายร้อยล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับปริมาณการจำหน่ายยาสูบในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม มีการคาดการว่าประมาณ 300-400 ล้านบาทต่อปี แม้รายได้จำนวนนี้จะไม่ใช่งบประมาณหลักของกรุงเทพมหานคร แต่ก็เป็นผลดีสำหรับการขับเคลื่อนโครงการด้านสุขภาพ โดยไม่ต้องเพิ่มภาระภาษีแก่ประชาชน
เงินที่จัดเก็บควรนำไปใช้อะไร
หัวใจสำคัญของการจัดเก็บภาษี ไม่ใช่เพียงการหารายได้ แต่คือ การนำรายได้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประชาชน
รายได้จากภาษียาสูบควรนำไปใช้ เช่น
- ส่งเสริมการป้องกันเด็กและเยาวชนจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
- สนับสนุนคลินิกเลิกบุหรี่ในศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.
- พัฒนาพื้นที่ปลอดบุหรี่ในสวนสาธารณะ ตลาด และสถานที่สาธารณะ
- สนับสนุนโรงเรียนปลอดบุหรี่
- จัดการขยะจากก้นบุหรี่และมลพิษทางสิ่งแวดล้อม
- พัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ
- สนับสนุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพของชุมชน
หากประชาชนเห็นว่าเงินภาษีถูกนำกลับมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ อย่างโปร่งใส ก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและการยอมรับต่อการจัดเก็บมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ควรถึงเวลาปรับ “ค่าใบอนุญาตขายบุหรี่”
นอกจากการจัดเก็บภาษียาสูบแล้ว ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ รัฐบาลควรทบทวน คือ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เพียง 200 บาทต่อปี อัตราดังกล่าวกำหนดไว้เมื่อหลายปีก่อน และแทบไม่สอดคล้องกับต้นทุนการกำกับดูแลในปัจจุบัน ภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการตรวจสอบร้านค้า ป้องกันการขายแก่เด็กและเยาวชน ควบคุมการโฆษณา ปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย และควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า
การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่เป็นการให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการกำกับดูแล และช่วยยกระดับมาตรฐานของร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบ
ถึงเวลาของ “ภาษีเพื่อสุขภาพของคนกรุง”
กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญความท้าทายจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ปัญหามลพิษ และความต้องการงบประมาณเพื่อสร้างเมืองสุขภาพ
การจัดเก็บภาษียาสูบในอัตราเพียง 10 สตางค์ต่อมวน ไม่ใช่ภาระที่หนักเกินไปสำหรับผู้บริโภค แต่สามารถสร้างรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี เพื่อนำกลับมาลงทุนด้านการป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ
ในขณะเดียวกัน การทบทวนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายบุหรี่ที่ยังอยู่ในอัตราเพียง 200 บาทต่อปี ก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ควรได้รับการพิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการกำกับดูแลของภาครัฐในปัจจุบัน
การประกาศเร่งรัดการจัดเก็บภาษีบุหรี่ของกรุงเทพมหานคร หากสามารถทำได้สำเร็จและนำรายได้จากการจัดเก็บมา เป็น “กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ของกรุงเทพมหานคร” โดย ควรนำหลักการในคำประกาศออตตาวา หรือ กฎบัตรออตตาวาเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (Ottawa Charter for Health Promotion) ที่ได้รับการรับรองจากการประชุมการสร้างเสริมสุขภาพโลก ณ กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อปี ค.ศ. 1986 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) มาใช้เป็นแนวทางการพัฒนาสุขภาพ ที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยการเป็นวัคซีนสังคมด้านสุขภาพ สร้างภูมิห้าด้านประกอบด้วย การพัฒนานโยบายสุขภาพ กทม บทบาทและการมีส่วนร่วมของชุมชน นิเวศสุขภาวะ ทักษะสุขภาพบุคคล และ การปรับระบบบริการสุขภาพ
ทั้งนี้ โดยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศได้ดำเนินการมานานแล้ว ในการที่กรุงเทพมหานคร เสนอต่อรัฐบาล ในการจัดเก็บภาษีนี้ รัฐบาล จึงควรถือเป็นโอกาส ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร สร้างผลสำเร็จ ที่ทำได้ทันทีมีผลกระทบสูง (High Impact Quick Win) ในการนำรายได้จากภาษีท้องถิ่นนี้มาพัฒนาสุขภาพของคน กทม ถือเป็น ความสำเร็จร่วมกัน (Win Win) ทำให้นโยบายที่ประกาศเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา