
"...หน้าที่ของสังคมประชาธิปไตยอาจไม่ใช่การรีบตัดสินว่า “ใครผิดใครถูก” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้วางเหตุผลของตนลงบนโต๊ะเดียวกัน เปิดเสรีต่อการวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม จากนั้นประชาชนต้องได้รำลึกอยู่เสมอว่า “อนาคต” ของชาติอยู่ในมือของตน ก่อนที่จะตัดสินว่าประเทศควรเดินไปทางไหน จากนั้นก็กล้าหาญพอที่จะร่วมรับผลที่ตามมาทั้งทุกข์และสุขด้วยกัน..."
การลงประชามติว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” รัฐธรรมนูญ 2560 พร้อมกันไปกับการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ กลายเป็นประเด็นร้อนถกเถียง ที่ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันของจุดยืนทางการเมือง หากแต่เป็นการปะทะกันของ “ความเชื่อพื้นฐาน” ที่ต่างกันอย่างลึกซึ้งในสังคมไทย เหตุผลของทั้งฝ่าย “รับ” ที่ “อยากแก้” และฝ่าย “ไม่รับ” ที่ “ไม่อยากแก้” ล้วนมีตรรกะรองรับจากมุมมองของตนเหมือนเส้นขนานคนละสาย
ประเด็นแรก ที่มาและความชอบธรรม
ฝ่ายที่อยากแก้เห็นว่า รัฐธรรมนูญถูกจัดทำขึ้นมาจากรัฐบาลและรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงทำให้บทบัญญัติหลายประการไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย แม้รัฐธรรมนูญ 2560 จะผ่านประชามติ แต่คะแนนเสียงรับรองก็เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่การแสดงความคิดเห็นของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยถูก “จำกัด” และ “ขัดขวาง” ผลลัพท์จึงไม่อาจเรียกว่าเป็นความชอบธรรม
ขณะที่ฝ่ายไม่แก้ยืนยันว่า กติกาใด ๆ หากผ่านกระบวนการประชามติตามกฎหมาย (ในขณะนั้น ๆ แล้ว) ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องได้รับการเคารพและปฏิบัติตาม ตราบใดที่ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย มิฉะนั้นประเทศจะไม่มีหลักยึดและกติกาจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์การเมืองเสมอ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ” แต่คือ เราควรให้น้ำหนักกับความชอบธรรมเชิงกระบวนการ หรือการยอมรับของสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ มากกว่า หัวใจสำคัญของความขัดแย้งจึงไม่ใช่เพียงการนับจำนวนเสียงที่ลงประชามติ แต่คือการแสวงหาความยอมรับในฐานะ “ความเป็นเจ้าของ” (Ownership) ร่วมกันของประชาชน เพราะหากกติกาขาดความยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณจากผู้อยู่ใต้ปกครอง กติกานั้นย่อมเผชิญกับแรงต้านและถูกท้าทายความชอบธรรมอย่างไม่รู้จบสิ้น
ประเด็นที่สอง บทบาทของกลไกที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง
ฝ่ายอยากแก้มองว่า สภาวะที่องค์กรอิสระและวุฒิสภามีอำนาจเหนือตัวแทนในสภาผู้แทนฯ ได้สร้างสภาวะ “นิติสงคราม” จาก “มรดกของการรัฐประหาร” ที่ไม่เพียงแต่ทำลายสมดุลของอำนาจอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ไม่ได้มาจากหีบเลือกตั้ง อันแปลงมาในรูปของกฎหมายเพื่อควบคุมทิศทางของฝ่ายบริหาร ให้รัฐธรรมนูญกลายเป็นเครื่องมือในการตัดสิน “แพ้ชนะ” ทางการเมือง มากกว่าจะเป็นกติกาส่วนรวมที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน ซึ่งเป็นปมขัดแย้งหลักในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
ขณะที่ฝ่ายไม่แก้เห็นว่า กลไกเหล่านี้จำเป็น “ต้องมี” ในสังคมที่ประวัติศาสตร์การเมืองเต็มไปด้วยการใช้อำนาจโดย “ฉ้อฉล” ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมตัวอย่างความเหลวแหลกในการบริหารประเทศมากมายที่เห็นได้ประจักษ์ตลอดมาในการเมืองไทย
นี่คือความต่างระหว่างความเชื่อว่า “การเมืองต้องถูกควบคุมเพื่อไม่ให้เลวร้าย” กับ “การเมืองต้องถูกเปิดเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และรับผิดชอบ” บทสะท้อนของ “ต้นทุนความระแวง” ในการออกแบบโครงสร้างอำนาจ ที่ต้องเลือกว่าจะยอมติด “กับดัก” ความกลัว ด้วยการใช้กลไกควบคุมจนระบบไร้ความยืดหยุ่น หรือจะยอมเสี่ยงเพื่อให้การเมืองได้เกิดการเรียนรู้และรับผิดชอบต่อประชาชนตามครรลองที่ควรจะเป็น
ประเด็นที่สาม ระบบเลือกตั้งกับเสถียรภาพรัฐบาล
ฝ่ายอยากแก้ชี้ว่า ระบบเลือกตั้งที่มีในรัฐธรรมนูญทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ส่งผลให้การบริหารประเทศไร้ทิศทาง ขาดความรับผิดชอบเชิงนโยบาย
ฝ่ายไม่แก้มองตรงกันข้ามว่า รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินไปคือความเสี่ยงต่อการผูกขาดอำนาจ และประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า “เสียงข้างมาก” กลายเป็น “เผด็จการทางรัฐสภา” ก่อให้เกิดการละเมิดหลักธรรมาภิบาลได้
คำถามเชิงรัฐประศาสนศาสตร์จึงอยู่ที่ว่า ระหว่าง “รัฐบาลที่อ่อนแอแต่ควบคุมได้” กับ “รัฐบาลที่เข้มแข็งแต่เสี่ยงที่จะไปไกลเกินระงับ” เรากลัวอะไรมากกว่ากัน ทางออกที่ท้าทายจึงควรอยู่ที่การออกแบบ “ทางเลือกสายกลาง” ไหม ที่สามารถสร้างรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในการบริหาร แต่ในขณะเดียวกันก็มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งพอที่จะยับยั้งการใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยไม่ต้องแลกมาด้วยความอ่อนแอของฝ่ายบริหารจนขยับตัวไม่ได้
ประเด็นที่สี่ องค์กรอิสระกับหลักนิติธรรม
ฝ่ายอยากแก้ตั้งข้อสงสัยว่า องค์กรอิสระถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติ ขาดความเป็นกลาง ขาดการตรวจสอบย้อนกลับและควบคุมไม่ได้
ขณะที่ฝ่ายไม่แก้เห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึกมากในสังคมไทย และการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องเป็นไปอย่างไร้ความละอายต่อสายตาประชาชน จึงต้องให้อำนาจองค์กรอิสระอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกลงโทษก็ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง นี่คือการถกเถียงระหว่าง “ความเข้มแข็งของการตรวจสอบ” กับ “ความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย” ซึ่งในทางปฏิบัติ มักไม่เดินไปพร้อมกันได้ง่าย ๆ
ความขัดแย้งนี้ชี้ให้เห็นว่า หลักนิติธรรมจะเกิดขึ้นได้จริงไม่ใช่เพียงเพราะมีองค์กรตรวจสอบที่ทรงพลัง แต่ต้องมีกลไกที่สามารถ “ตรวจสอบผู้ตรวจสอบ” (Accountability) เพื่อป้องกันไม่ให้ “ดาบ” ของการปราบโกงกลายเป็น “เครื่องมือ” ทำลายล้างทางการเมืองต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การออกแบบความรับผิดชอบนี้ ไม่ได้มุ่งหมายเพื่อแทรกแซงความเป็นอิสระ แต่เพื่อสร้าง “ดุลยภาพ” ให้องค์กรเหล่านี้สามารถตอบคำถามต่อสาธารณะและยึดโยงกับหลักนิติธรรมได้อย่างสง่างาม
ประเด็นที่ห้า การแก้รัฐธรรมนูญกับการเสี่ยงต่อความขัดแย้ง
ฝ่ายไม่แก้กังวลว่า ถ้าลงมติให้ “รับ” หรือ “เห็นด้วย” กับการแก้ไข ก็ไม่ต่างจากการตีเช็คเปล่า เปิดช่องไปสู่การรื้อและเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับรวมหมวด 1 และ 2 อันเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดด้วย การอ้างวกวนเพื่อหาช่องแตะต้อง “สถาบันหลัก” จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในสังคม แต่ถ้าชัดเจนว่าเป็นการแก้ “รายมาตรา” โดยไม่แตะต้องหมวด 1 และ 2 จะสามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลงได้ และทำให้ไปสู่ข้อสรุปร่วมกันง่ายขึ้น
ฝ่ายอยากแก้มองว่า การ “รับ” หรือ “เห็นด้วย” กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า เพราะยังมีการลงประชามติอีก 2 ครั้งในเนื้อหาสาระ การ “ไม่รับ” หรือ “ไม่เห็นด้วย” ต่างหากคือการกดทับปัญหาไว้ใต้พรม และจะทำให้ความขัดแย้งปะทุในรูปแบบอื่นที่ควบคุมยากกว่า การเปิดช่องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คือการสร้าง “สัญญาประชาคมใหม่” ที่ทำให้ทุกหมวดสามารถแก้ไขบทบัญญัติที่มีประเด็นปัญหาไปในคราวเดียวกันได้ อันจะทำให้รัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่สมบูรณ์ ทันสมัย และสอดคล้องกันทั้งฉบับ
การจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับคือการพยายามเปลี่ยนความขัดแย้งที่ “ไร้กติกา” ให้มาอยู่ใน “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ทุกฝ่ายสามารถตกลงกันได้ แทนการกดทับปัญหาไว้เพื่อรอวันปะทุในอนาคต
ประเด็นที่หก กติกาหรือคน
ฝ่ายไม่แก้ย้ำว่า ต่อให้แก้กติกาอย่างไร หาก “คน” ยังเหมือนเดิม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน พวกพ้องและครอบครัว เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวม ยัง “ฉ้อฉล” และขยี้กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเปิดเผย ปัญหาก็ไม่หมดและจะเวียนกลับมาเหมือนเดิม
ส่วนฝ่ายอยากแก้เห็นว่า กติกาที่ออกแบบบนสมมติฐานว่า “คนเลว” จะยิ่งดึงดูดพฤติกรรมเลว และทำลายแรงจูงใจของการเมืองที่ดี กติกาที่ไม่ดี ไม่มีทางเปิดช่องให้มีการแก้ปัญหาความเป็นธรรม และความเดือดร้อนของประชาชนได้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการคัดกรอง “คนดี” เข้าสู่อำนาจ แต่คือการยอมรับความจริงที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีโอกาส “ลุ่มหลง” และ “แปรเปลี่ยน” ได้เมื่อเข้ามาอยู่ในอำนาจ ทำให้รัฐธรรมนูญต้องทำหน้าที่เป็น “กรงขังอำนาจ” ที่รัดกุมสำหรับทุกคน ไม่ใช่เพียง “เครื่องมือสแกนคนเลว” เพราะกติกาที่บิดเบี้ยว คือ จุดเริ่มต้นของการจูงใจให้ “คนดี” “คนมีอุดมการณ์” กลายเป็นคนใช้อำนาจในทางที่ผิดได้เสมอ
ประเด็นสุดท้าย งบประมาณ
ฝ่ายไม่แก้เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ และจัดทำ ยิ่งต้องทำประชามติถึง 3 ครั้งยิ่งใช้งบประมาณมหาศาล ควรนำเงินนี้ไปใช้เพื่อประโยชน์ที่จำเป็นจริง ๆ ในด้านอื่น ๆ จะดีกว่า
ฝ่ายแก้เห็นว่า ประเทศมีความสามารถใช้การใช้จ่ายเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และที่ผ่านมาก็มีการใช้จ่ายในโครงการที่สิ้นเปลือง ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นการใช้จ่ายในเรื่องนี้ถือว่าเป็นความจำเป็น และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาว เมื่อจำเป็นจะต้องเสียเงินก็ควรต้องเสีย
คำถามคือว่า อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่าง “ความสิ้นเปลือง” กับ “ผลประโยชน์” ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว สิ่งที่สังคมต้องขบคิดคือ การเปรียบเทียบระหว่าง “งบประมาณที่เสียไป” ในการทำประชามติ กับ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” และความเสียหายมหาศาลจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาว ซึ่งหากการลงทุนในกติกาใหม่นำไปสู่ความสงบยั่งยืน ผลประโยชน์ระยะยาวนั้นย่อมคุ้มค่ากว่าตัวเลขงบประมาณในระยะสั้น
ความขัดแย้งเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 อาจไม่ได้มี “คำตอบเดียว” ที่ถูกต้อง หากแต่เป็นการเลือกระหว่าง “ความเข้าใจคนละแบบ” และ “ความหวังคนละชุด” ของสังคมเดียวกัน
การลงประชามติเลือกระหว่างการ “รับ” (เห็นด้วยในการแก้ไข) หรือ “ไม่รับ” (ไม่เห็นด้วยในการแก้ไข) รัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็นการเลือกที่ไม่ง่ายต่อการจัดการความขัดแย้ง และสร้างความสงบในอนาคต การเผชิญหน้าเพื่อสร้าง “ฉันทามติใหม่” ในกติกาที่ยั่งยืนย่อมไม่ใช่เรื่องที่เขียนมาเพื่อชนะใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือกติกาที่ทุกคนในสังคมสามารถเห็นพ้องได้ว่า มีความ “ยุติธรรมพอที่จะแพ้ได้” ภายใต้กติกาที่ “ผู้แพ้ยังมีที่ยืน” และ “ผู้ชนะไม่สามารถละเมิดสิทธิผู้แพ้ได้” นี่คือ “การทดสอบวุฒิภาวะทางประชาธิปไตยของสังคมไทย” ในการแสวงหาทางออกร่วมกันท่ามกลางความเห็นที่แตกต่าง
หน้าที่ของสังคมประชาธิปไตยอาจไม่ใช่การรีบตัดสินว่า “ใครผิดใครถูก” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้วางเหตุผลของตนลงบนโต๊ะเดียวกัน เปิดเสรีต่อการวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม จากนั้นประชาชนต้องได้รำลึกอยู่เสมอว่า “อนาคต” ของชาติอยู่ในมือของตน ก่อนที่จะตัดสินว่าประเทศควรเดินไปทางไหน จากนั้นก็กล้าหาญพอที่จะร่วมรับผลที่ตามมาทั้งทุกข์และสุขด้วยกัน
บทความโดย :
บุญส่ง ชเลธร

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา