
"...การแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะการแยกชิ้นส่วนรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้ต่างจากการ “ฉีกรัฐธรรมนูญ” โดยการรัฐประหาร เพราะเป็นการล้มรัฐธรรมนูญเดิมเกือบทั้งหมด จะต่างกันก็เพียงขณะที่ทำการแยกชิ้นส่วนนั้น รัฐธรรมนูญเดิมยังไม่ได้ถูกยกเลิกในทันทีเหมือนการรัฐประหาร ยังบังคับใช้ต่อไปในช่วงที่ทำการแก้ไข..."
1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ดูเหมือนประเทศไทยยังไม่มีแนวคิดเรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” (unconditional constitutional amendments) ชัดเจนเหมือนบางประเทศ เช่น เยอรมัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย หรืออินเดีย
สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หมายถึง การที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติไว้ให้แก้ไขอย่างไร ก็ต้องทำตามนั้น หากไม่แก้ตามนั้นย่อมเป็นการแก้ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นประเทศเยอรมัน กฎหมายพื้นฐาน (basic law) หรือรัฐธรรมนูญเยอรมันบัญญัติไว้ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเป็นอย่างอื่นไม่ได้ การแก้รัฐธรรมนูญต้องทำตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
ส่วนถ้าเป็นประเทศมาเลเซีย จะวางหลักพื้นฐานไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบ่งออกเป็นสองชั้น หรือสองเทียร์ (Tiers) และต้องแก้ตามนั้น
เทียร์หนึ่ง เป็นการแก้เรื่องสำคัญที่กระทบรากฐานของประเทศ เช่น สัญชาติ ภาษามาเลย์ สิทธิของสุลต่าน อำนาจของรัฐซาบาร์กับซาราวัก การแก้รัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงข้างมากพิเศษในสภาผู้แทนราษฎร และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้ปกครอง (Conference of Rulers) และผู้ว่าการรัฐซาบาห์หรือซาราวักที่เกี่ยวกับอำนาจของรัฐนั้น ๆ
แต่ถ้าเป็นเทียร์สอง แม้การแก้ไม่ใช่ประเด็นกระทบต่อรากฐานของประเทศ แต่ก็ต้องใช้เสียงข้างมากพิเศษ คือ สองในสามของรัฐสภาตัดสิน
ส่วนถ้าเป็นประเทศญี่ปุ่น รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น มาตรา 9 ห้ามไม่ให้ญี่ปุ่นมีกองทัพ (prohibition of armed forces) ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของรัฐธรรมนูญและเป็นอัตลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ
ภายหลังประเทศญี่ปุ่นมีปัญหาความมั่นคงและการมีส่วนร่วมด้านการทหารกับนานาชาติ จึงเลี่ยงไปตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Force) ตั้งแต่ ค.ศ. 1954 อันที่จริงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 9 แต่รัฐบาลตีความว่ารัฐธรรมนูญยินยอมให้มีกองกำลังทหารตามความจำเป็นเพื่อการป้องกันตนเองสำหรับบุคคล (for individual self-defense) ไม่ใช่ของรัฐ และศาลสูงสุดตีความเช่นนี้มาตลอด
พรรคเสรีประชาธิปไตย (the Liberal Democratic Party) หรือพรรค LPD เสนอขอแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 มาตั้งแต่ ค.ศ. 2012 เพื่อแก้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญกับความเป็นจริงที่กองทัพญี่ปุ่นเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยเสนอให้แก้ให้ญี่ปุ่นมีสิทธิป้องกันตนเองโดยไม่มีการกำหนดขอบเขตด้วยการจัดตั้งเป็นกองทัพป้องกันชาติและร่วมปฏิบัติการทางทหารกับนานาชาติได้ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมาตรา 9 เป็นโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและการแก้ไขมาตรา 9 อาจขัดต่ออัตลักษณ์ของการเป็นประเทศสันติวิธีตามรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น (Japan’s pacifist identity)
ส่วนอินเดีย ศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยเป็นแนวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้โครงสร้างพื้นฐานของรัฐ (basic structure) ไม่ได้
2. การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับของประเทศไทย
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพรรคการเมืองบางพรรคเสนอขอแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ขณะที่รัฐธรรมนูญปัจจุบัน คือ ฉบับ พ.ศ. 2560 มาตรา 256 บัญญัติให้แก้ไขได้เฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติม
ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีคำวินิจฉัยสองครั้ง ครั้งแรก วินิจฉัยว่าแก้ไขทั้งฉบับได้ แต่ต้องทำประชามติเพื่อถามประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนว่าประชาชนจะยอมให้แก้ไขทั้งฉบับได้หรือไม่
ส่วนครั้งที่สอง วินิจฉัยเรื่องเดียวกันเพิ่มเติมว่า การทำประชามติต้องทำสามครั้ง โดยครั้งที่หนึ่งและที่สองจะทำพร้อมกันก็ได้ แต่จะตั้งส.ส.ร.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนมาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ และในการทำประชามตินั้น ต้องนำเอาเนื้อหาและวิธีการแก้ไขไปให้ประชาชนลงประชามติด้วย
ปัญหาของไทย คือ ประการแรก ศาลรัฐธรรมนูญไทยไม่เคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ (basic structure) เช่น ยังไม่เคยวินิจฉัยว่าการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 กระทำไม่ได้ เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เมื่อเทียบกับกรณีมาเลเซีย ญี่ปุ่นหรืออินเดีย รวมทั้งไม่มีการวินิจฉัยประเด็นการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกสว. หรือเปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระ ว่าการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐหรือไม่ เนื่องจากยังไม่เคยมีคำร้องเป็นคดีเสนอต่อศาล
ประการที่สอง คือ ศาลรัฐธรรมนูญไทยไม่เคยมีคำวินิจฉัยว่าการแก้ไขมาตรา 256 เดิมไปเป็นมาตรา 256/1 ใหม่ ตามที่พรรคการเมืองบางพรรคเสนอ นั้น ต้องใช้เสียงข้างมากพิเศษจำนวนเท่าใด ต้องยึดตามคะแนนเสียงที่บัญญัติไว้ในมาตรา 256 หรือไม่ เพียงใด เนื่องจากยังไม่มีคำร้องเสนอต่อศาลเช่นเดียวกัน
ขยายความปัญหาทั้งสองข้อเพิ่มเติม ดังนี้
ประการแรก เมื่อเทียบกับหลักรัฐธรรมนูญของมาเลเซีย อินเดียและญี่ปุ่นที่ยกมาแล้ว การแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ย่อมถือว่าเป็นการแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ (basic structure) นอกจากนี้ อาจตีความได้ว่าการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงศาลรัฐธรรมนูญ สว. หรือองค์กรอิสระ เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐได้ด้วย
หมวด 1 บททั่วไป เป็นบทที่ว่าด้วยรูปของรัฐและอุดมการณ์ของรัฐ โดยเฉพาะมาตรา 2 ซึ่งบัญญัติว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ตัวอย่าง สมมติว่าในอนาคตมีพรรคการเมืองทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยบัญญัติให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และการใช้อำนาจนั้นกระทำโดยผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ตามหลักอำนาจสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา อันมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและอุดมการณ์จะรัฐ จะทำได้แค่ไหน เพียงใด
หรือจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขจากระบบสองสภา ที่มีส.ส.กับสว. เป็นสภาเดียว มีเฉพาะส.ส. และยกเลิกสว. จะทำได้หรือไม่ เพียงใด
จะถือว่าเป็นการแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญ อันขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
รวมทั้งปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากมีผู้จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีบางท่านแสดงความคิดเห็นทำนองว่าต้องการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นต้นเหตุของปัญหาการเมืองไทย
ถ้าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยทำการยกเลิกอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ให้การตัดสินคดีจริยธรรมนักการเมืองเปลี่ยนไปเป็นการพิจารณาโดยรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และการวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนไปให้ศาลยุติธรรมวินิจฉัย จะทำได้แค่ไหน เพียงใด จะถือว่าการแก้ไขดังกล่าวเป็นการแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญ อันขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประการที่สอง การใช้เสียงข้างมากพิเศษตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 256 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติการใช้เสียงข้างมากและเงื่อนไขในการใช้เสียงข้างมากสำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเอาไว้หลายตอน ซึ่งอาจถือว่าเป็นการใช้เสียงข้างมากพิเศษ เพราะกรณีเป็นเสียงข้างมากที่ต้องมีเงื่อนไขประกอบ เช่น
(1) ขั้นรับหลักการตามมาตรา 256 (3) ให้เห็นชอบโดยเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา ในจำนวนนี้ต้องมีสว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสว.ทั้งหมด
(2) ขั้นลงมติตามมาตรา 256 (6) ให้เห็นชอบด้วยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา ในจำนวนนี้ต้องมีเสียง ส.ส.เห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของทุกพรรคการเมืองรวมกัน และมีสว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสว.ทั้งหมด
ปัญหา คือ มาตรา 256/1 ที่แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้น จะแก้ไขมาตรา 256(3) และ (6) โดยแก้จำนวนส.ส.เห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 หรือแก้ให้มีสว.ที่เห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสว.ทั้งหมด ให้เป็นอย่างอื่น อันแตกต่างไปจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 256 เดิมได้หรือไม่
ดังที่เกิดขึ้นแล้วในการพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256/1 ในการแก้ไขมาตรา 256(3) ในรัฐสภา ที่คณะกรรมาธิการจากพรรคการเมืองบางพรรคเสนอให้ตัดเสียงเห็นชอบของสว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ออก แต่สว.ไม่ยอม จนกลายเป็นความขัดแย้งในการพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256/1 และเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เสนอขอโปรดเกล้าฯ ยุบสภาผู้แทนราษฎร ดังที่ทราบกันทั่วไป
3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ย่อมมีค่าเท่ากับเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญเดิม
พรรคการเมืองที่เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยการแก้มาตรา 256 เป็นมาตรา 256/1 นั้น ต้องการเปลี่ยนสถานะ “กฎของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” (amendment rule) จากกฎที่แก้ไขได้ยาก เป็นกฎที่แก้ไขได้ง่าย
พรรคการเมืองบางพรรคกล่าวอ้างอย่างง่าย ๆ ว่า
ประการแรก อ้างว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีที่มาจากการรัฐประหาร สำหรับข้ออ้างข้อนี้น่าจะเป็นเหตุผลเชิงสัญลักษณ์ (symbolic action) มากกว่าเหตุผลทางการปฏิบัติ (argument from practicality) ที่เกิดปัญหาจากการใช้รัฐธรรมนูญโดยตรง
ความจริงน่าจะมีการระบุออกมาอย่างเจาะจงบ้างว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไปทำไม และเนื้อหาส่วนไหนที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ ดูเหมือนผู้ต้องการแก้ไขมีอะไรอยู่ในใจ แต่เปิดเผยไม่ได้ ทั้งต้องการเอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมา “อำพราง” ประเด็นที่ตนต้องการแก้ไข เช่น อำพรางการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ หรือยกเลิกสว. เพราะหากระบุให้ชัดลงไป จะถูกต่อต้านนั่นเอง
ประการที่สอง อ้างว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นหนึ่ง ๆ เช่น การยกเลิกสว. ต้องเชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ อีกเป็นสิบมาตรา จึงจำเป็นต้องการแก้ไขทั้งฉบับ
หรือถ้าหากต้องการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญประเด็นเดียว ต้องเชื่อมโยงไปถึงการแก้รัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ อีกเป็นสิบมาตรา
หรือถ้าหากต้องการแก้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่าด้วยองค์การอิสระ เช่น กกต. ปปช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพียงไม่กี่ประเด็น ต้องเชื่อมโยงไปถึงการแก้รัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ อีกเป็นสิบมาตรา
หรือถ้าหากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร เพียงไม่กี่ประเด็น ต้องเชื่อมโยงไปถึงการแก้รัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ อีกเป็นสิบมาตรา
ทำนองเดียวกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดรัฐสภา หรือสิทธิเสรีภาพ ในประเด็นหนึ่ง อาจต้องเชื่อมโยงถึงการแก้รัฐธรรมนูญอื่น ๆ อีกเป็นสิบมาตรา
รวมความแล้วพรรคที่เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้น เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมไม่ได้ต่างจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นร้อยหรือสองร้อยมาตราอยู่ดี
ตามหลักรัฐธรรมนูญ เรียกการแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ ว่า “การแยกชิ้นส่วนรัฐธรรมนูญ” (constitutional dismemberment) หมายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ (basic structure) เปลี่ยนค่านิยมหลัก (core value) ของรัฐธรรมนูญ และการเปลี่ยนอัตลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ (constitutional identity)
การแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะการแยกชิ้นส่วนรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้ต่างจากการ “ฉีกรัฐธรรมนูญ” โดยการรัฐประหาร เพราะเป็นการล้มรัฐธรรมนูญเดิมเกือบทั้งหมด จะต่างกันก็เพียงขณะที่ทำการแยกชิ้นส่วนนั้น รัฐธรรมนูญเดิมยังไม่ได้ถูกยกเลิกในทันทีเหมือนการรัฐประหาร ยังบังคับใช้ต่อไปในช่วงที่ทำการแก้ไข
กระนั้น การแยกชิ้นส่วนรัฐธรรมนูญหรือการฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระทำโดยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับและการลงประชามตินั้น ก่อให้เกิดผลทางลบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันตรายที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนจากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับและการลงประชามติ ได้แก่
ประการแรก การทำลายอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ
ประการที่สอง การลดทอนอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณสมบัติและการกระทำที่บกพร่องของรัฐบาล เช่น การที่ฝ่ายค้านเข้าชื่อกันหนึ่งในสิบขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคุณสมบัติและขาดจริยธรรมอย่างร้ายแรงของนายกรัฐมนตรี หรือการกระทำผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของรัฐมนตรีและส.ส.
ประการที่สาม การส่งเสริมผู้นำทางการเมืองบางคนและพรรคการเมืองบางพรรคมีความสามารถสร้างกระแสให้เข้มแข็งจนได้เสียงข้างมาก
ประการที่สี่ การแก้รัฐธรรมนูญในลักษณะดังกล่าวยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ เพราะจะมีการสร้างกระแสแก้รัฐธรรมนูญไปเรื่อย ๆ จนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม
เมื่อการเมืองไม่นิ่ง ทุกสิ่งก็แปรปรวนไปหมด ปัญหามาจากนักการเมืองหมกมุ่นอยู่กับการเปลี่ยน “กติกา” (rule of game) เพื่อแสวงหาความได้เปรียบทางการเมือง และมุ่งเอาแพ้-เอาชนะกันมากเกินไป หรือแม้แต่นำเอาการแก้รัฐธรรมนูญมาเป็น “กระแส” สร้างความนิยม
เหตุการณ์แก้รัฐธรรมนูญแบบแยกชิ้นส่วนหรือฉีกรัฐธรรมนูญและการทำประชามติเพื่อลดอำนาจของตุลาการและฝ่ายค้านเคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ เช่น ในตุรกี ปี ค.ศ. 2007 และ 2017, ในเวเนซูเอล่า ค.ศ. 2009 สมัยฮูโก ชาเวซ, ในเอกัวดอร์ ค.ศ. 2011 สมัยประธานาธิบดีคอร์เรีย, และในอิตาลี ค.ศ. 2016 ที่เปลี่ยนระบบสองสภาเป็นระบบสภาเดียวเพื่อลดอำนาจฝ่ายค้าน
4. การเมืองในการแก้รัฐธรรมนูญ
ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2569 และปีหน้า พ.ศ. 2570 อาจเผชิญกับปัญหา “การเมืองในการแก้รัฐธรรมนูญ” (politics in constitutional amendment) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเกิดความขัดแย้งแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรก อ้างเหตุผลในการวางรากฐานรัฐธรรมนูญไทย (argument from founding) กับฝ่ายหลังที่อ้างเหตุผลประชาธิปไตยของตะวันตกบางประเทศ (argument from democracy) ที่ให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่รัฐสภาและไม่ยอมให้ฝ่ายตุลาการตรวจสอบ อันมีรากเหง้ามาจากอังกฤษและเนเธอร์แลนด์
ฝ่ายหลังปฏิเสธอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมองว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นต้นกำเนิดของปัญหาการเมือง และรัฐสภาเป็นผู้แทนปวงชนที่มีอำนาจสูงสุด ฝ่ายหลังแสดงความประสงค์ที่จะยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนไปให้ศาลยุติธรรมตัดสินคดีรัฐธรรมนูญ และให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินคดีจริยธรรมนักการเมือง
ขณะที่ฝ่ายแรกที่ได้วางรากฐานรัฐธรรมนูญไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 นั้น ได้รับเอาความคิดศาลรัฐธรรมนูญมาจากออสเตรียและเยอรมัน
โดยมีพื้นฐานความคิดที่ว่า ศาลยุติธรรมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินคดีรัฐธรรมนูญ และไม่มีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเอง ในเยอรมันเคยให้ศาลยุติธรรมตัดสินคดีรัฐธรรมนูญมาแล้วในสมัยไวมาร์ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผล ไม่มีการตัดสินว่ามีกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญเลย สาเหตุมาจากศาลยุติธรรมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญ ประกอบกับศาลยุติธรรมไม่มีกฎหมายวิธีพิจารณาความในคดีรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเอง จึงจำเป็นต้องตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญและตัดสินคดีรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีระบบรัฐสภาที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมต่ำกว่าอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ เพราะพัฒนามาช้ากว่าและนักการเมืองมีคุณภาพต่ำกว่า จึงไม่อาจนำเอามาเป็นแม่แบบได้
ถ้าหากปล่อยให้ส.ส.ไทยรับผิดชอบตัดสินคดีจริยธรรมนักการเมืองกันเองเหมือนอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ ก็เท่ากับจงใจปล่อยคนผิดลอยนวล (impunity) นักการเมืองไทยคงวิ่งเต้นและช่วยเหลือกัน ไม่มีใครร้องเรียนใคร ถึงแม้จะมีการร้องเรียน ก็อาจมีการล้มคดี หรือตัดสินคดีจริยธรรมทางการเมืองอย่างมีอคติลำเอียง
ยิ่งถ้าในปีสองปีนี้ สมมติว่าคนไทยลงประชามติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และรัฐสภาลงมือแก้ไขตามขั้นตอนของมาตรา 256/1 จนเสร็จสิ้นแล้ว หากมีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง
นักการเมืองฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน เปลี่ยนอุดมการณ์ของรัฐ และเปลี่ยนระบบการตรวจสอบของตุลาการ ย่อมหันไประดมมวลชนและนำเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปโจมตีอย่างรุนแรง เพราะผิดหวังที่ฝ่ายตนไม่อาจยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกสว. ฯลฯ หรือไม่สามารถเปลี่ยน “อัตลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ” ได้
การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมไปไม่รอดอยู่ดี มีแต่จะเสียเวลาและนำประเทศไปสู่ความขัดแย้งต่อไป
ผู้เขียนได้แสดงความเห็นมาตลอดว่า แนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับของพรรคการเมืองโดยการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและให้รัฐสภาตรวจสอบจริยธรรมกันเองในขณะนี้ เป็นความล้มเหลวทางทฤษฎี (theoretical failure) คือ ผิดมาตั้งแต่ขั้นตอนการคิดแล้ว..นักการเมืองไทยไม่ได้มีจริยธรรมมากพอเหมือนอังกฤษและเนเธอร์แลนด์
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก election66.moveforwardparty.org

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา