
"...ทั้งนี้ จากประสบการณ์ในการยึดครองอิรัก สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จในการยึดครองทางทหารโดยไร้การต่อต้านนั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้น ต่อจากนั้นต้องมีการบริหารประเทศที่ได้รับการยอมรับและความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆในประเทศที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายและใช้เวลา ดังนั้น การเลือกใช้อดีตรองประธานาธิบดีที่มีเครือข่ายและประสบการณ์สูงมาสืบทอดการบริหารต่อจากนาย มาดูโร จึงดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะสามารถประสานผลประโยชน์กับฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะกองทัพเวเนซุเอลาและกองกำลังกึ่งทางการที่ดูแลธุรกิจใต้ดินและเคยขึ้นตรงกับนาย มาดูโร ที่อยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศ อนึ่ง น้องชายแท้ๆของนางโรดริเควซ เป็นประธานสภาอยู่ตอนนี้ด้วย..."
จากการที่สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารบก-เรือ-อากาศบุกเข้าจับตัวประธานาธิบดีนิโลาส มาดูโร ของประเทศเวเนซุเอลา พร้อมทั้งภรรยาและนำตัวไปขึ้นศาลที่นครนิยอร์ก เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2569 เป็นเหตุการณ์สำคัญต้อนรับปี 2569 ซึ่งจะส่งผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่เราอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง
@เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2569
- เมื่อเวลาประมาณตีหนึ่งกว่าๆ ของวันจันทร์ที่ 3 ม.ค.2569 สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารเข้าไปจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภรรยา เพื่อไปขึ้นศาลในสหรัฐฯ จากข้อหาเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดและอาวุธปืน
- สหรัฐฯใช้เวลาในการปฏิบัติการเพียง 2 ชม.ครึ่ง มีการใช้เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และโดรนรวม 150 ลำ ทหารนับพันนายเข้าไปโจมตีจุดสำคัญทางทหาร ท่าเรือ สนามบิน และตัดไฟฟ้า เพื่อทำลายศักยภาพต่อต้านการโจมตีของฝ่ายเวเนซุเอลา ซึ่งประสบความสำเร็จตามแผนอย่างดีฝ่ายสหรัฐฯไม่มีการสูญเสียชีวิตใดๆ ซึ่งเป็นแสดงศักยทางการทหารที่ยังไม่มีประเทศไหนเทียบได้
- การใช้กำลังทหารจู่โจมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯพยายามใช้มาตรการกดดันต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 4 เดือน อาทิ การยิงเรือเล็กขนยาเสพติดในน่านน้ำสากลกว่า 20 ลำ การยึดเรือน้ำมันขนาดใหญ่ (ระวาง 2 ล้านลิตร)และการประกาศปิดน่านน้ำในทะเลแคริเบียนไม่ให้เรือเข้าออก เพื่อกดดันให้นาย มาดูโร ลงจากตำแหน่งและขอลี้ภัยออกนอกประเทศ แต่ความพยายามต่างๆ ไม่เกิดผล
@เหตุผลในการโจมตี
- สหรัฐฯ เลี่ยงที่จะยอมรับว่าเป้าหมายการปฏิบัติการต่อเวเนซุเอลาคือ การเปลี่ยนแปลงผู้นำ แต่อ้างว่าเป็นการต่อสู้กับการก่อการร้ายในรูปการค้ายาเสพติด (narco-terrorism)และนาย มาดูโร เป็นหัวหน้าองค์กรยาเสพติดระดับโลก ไม่ใช่ผู้นำที่ถูกต้องตามกฏหมาย(แพ้เลือกตั้งแต่ไม่ยอมรับผล) สหรัฐฯและกว่า 50 ประเทศก็ไม่ได้ให้การยอมรับ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างไม่ต้องขอความยินยอมจากรัฐสภาและเป็นการเลี่ยงกฏหมายระหว่างประเทศ
- ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างมาตลอดว่า การทำลายเรือขนยาเสพติด (เฟนทานิลและโคเคน)แต่ละลำสามารถรักษาชีวิตคนอเมริกันไว้ได้ 25,000 คน และปฏิบัติการนำนาย
มาดูโร ออกมาอย่างโดยกำลังทหารครั้งนี้ เป็นการช่วยคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนเวเนซุเอลา
@พัฒนาการหลังจากที่นายมาดูโร และภรรยาถูกนำตัวไปขึ้นศาลสหรัฐฯ
- นาง เดลซี โรดิเควซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา รีบสาบานตนรับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีทันที เพื่อไม่ให้มีสุญญากาศทางการเมืองและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
- เบื้องต้นนาย ทรัมป์ ออกมารับรู้การรับตำแหน่งของนางเดลซี โรดิเควซ และแจ้งว่ารมว.กต.สหรัฐฯ ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กันก่อนหน้าแล้ว ซึ่งรักษาการประธานาธิบดีฯพร้อมจะให้ความร่วมมือทุกอย่างกับสหรัฐฯ แต่ต่อมานายทรัมป์ ก็ยืนยันว่าสหรัฐฯเป็นผู้บริหารประเทศเวเนซุเอลาโดยสมบูรณ์
- สำหรับผู้นำฝ่ายค้านที่ลี้ภัยในต่างประเทศ รวมถึงนางมาเรีย มาชาโด ผู้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพปีนี้ นั้น นาย ทรัมป์ กล่าวว่าเป็นผู้ที่ยังไม่ได้การยอมรับนับถือในประเทศมากพอ
- ทั้งนี้ จากประสบการณ์ในการยึดครองอิรัก สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จในการยึดครองทางทหารโดยไร้การต่อต้านนั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้น ต่อจากนั้นต้องมีการบริหารประเทศที่ได้รับการยอมรับและความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆในประเทศที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายและใช้เวลา ดังนั้น การเลือกใช้อดีตรองประธานาธิบดีที่มีเครือข่ายและประสบการณ์สูงมาสืบทอดการบริหารต่อจากนาย มาดูโร จึงดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะสามารถประสานผลประโยชน์กับฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะกองทัพเวเนซุเอลาและกองกำลังกึ่งทางการที่ดูแลธุรกิจใต้ดินและเคยขึ้นตรงกับนาย มาดูโร ที่อยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศ อนึ่ง น้องชายแท้ๆของนางโรดริเควซ เป็นประธานสภาอยู่ตอนนี้ด้วย
- จากการให้สัมภาษณ์ของนาย รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ ในเบื้องต้นสหรัฐฯ จะปกครองเวเนซุเอลาผ่านรัฐบาลที่นำโดยนาง โรดิเควซ โดยจะคงกำลังทางเรือที่เข้มแข็งล้อมประเทศเอาไว้ เพื่อประกันความสงบเรียบร้อย และจะไม่มีการส่งกำลังทางบกเข้าไปยึดครองประเทศ (เหมือนที่อิรัก) พร้อมทั้งจะยังคงมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมันอย่างเบ็ดเสร็จ การอนุญาตทุกอย่างรัฐบาลทำเองไม่ได้ต้องขอจากสหรัฐฯ ก่อน
- ในบรรดาสิ่งแรกๆที่สหรัฐฯ จะต้องรีบทำคือ การคัดสรรบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้ามาขุดเจาะและขยายการผลิตอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะน้ำมันเวเนซุเอลาเป็นน้ำมันหนัก (heavy oil) ซึ่งมีต้นทุนการ กลั่นสูงและการเพิ่มปริมาณผลิตน้ำมันจากประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลกอย่างเช่นเวเนซุเอลา ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกและกำไรที่บริษัทจะได้(เทียบกับความเสี่ยง)
@ ระเบียบโลกใหม่ที่กำลังปรากฏขึ้น
- ระเบียบโลกใหม่ที่เรากำลังเห็นอยู่ข้างหน้าตอนนี้เป็นระเบียบโลกที่ขับเคลื่อนโดยลัทธิ “สหรัฐฯมาก่อน” หรือ America First ที่ยึดเอาผลประโยชน์เฉพาะหน้า แทนที่ระเบียบโลกเดิมที่ยึดกฏหมายและธรรมเนียมระหว่างประเทศเป็นหลัก
- ปรากฏแนวโน้มของการแบ่งสรรเขตอิทธิพลในโลก (Sphere of Influence)ระหว่าง สหรัฐฯ-จีน-รัสเซีย ซึ่งตามเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐ ปี 2025 ระบุไว้ชัดเจนว่า สหรัฐฯ ถือว่าภูมิภาคลาตินอเมริกาเป็นอาณาเขตภายใต้อิทธิพลของตน (ห้ามมหาอำนาจอื่นเข้ามายุ่ง)
ดังนั้น การที่เราเห็นการวิจารณ์สหรัฐฯ ในเรื่องเวเนซุเอลาอย่างค่อนข้างรุนแรงโดยจีนและรัสเซียขณะนี้ อาจเป็นเพียงการเพิ่มมูลค่าในการต่อรองเขตอิทธิพลของจีนและรัสเซีย เพื่อแลกกับการยอมรับเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ (ที่อาจเบ่งขยายไปถึงการครอบครองกรีนแลนด์) อันจะหมายถึงยูเครนภายใต้รัสเซีย และการรวมไต้หวันโดยจีน
- ในบริบทของการแบ่งเขตอิทธิพลของมหาอำนาจภายใต้ระเบียบโลกใหม่นี้ จะต้องแยกมิติทางเศรษฐกิจและมิติทางการเมืองออกจากกัน โดยกำหนดให้การแบ่งเขตอิทธิระหว่างกันมีเฉพาะในมิติการเมืองเท่านั้น ส่วนการปฏิสัมพันธ์ในมิติเศรษฐกิจนั้นยังคงเป็นไปโดยเสรี (คล้ายๆความสัมพันธ์ จีน-ไต้หวันในปัจจุบัน)
บทความโดย :
เจษฎา กตเวทิน
06 ม.ค. 2569

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา