ชีวิตไม่นิ่งของ “ช่างภาพข่าว”
“...ทุกคนก็อยากได้อุปกรณ์ดีๆ เราจะได้ทำภาพดีๆ แต่ฐานเงินเดือนของเรามันยังน้อย มันก็ต้องหาจ็อบ หาอย่างอื่นทำ ถ้าเงินดีเราก็จะทำงานอย่างเดียว สร้างงานอย่างเดียว อย่างสำนักข่าวต่างประเทศ ค่าตอบแทนสูง ชีวิตก็ถ่ายแต่รูปอย่างเดียว เขาก็สร้างสรรค์งานดีๆ ออกมาได้ต่างกับช่างภาพไทย ที่เป็นงานที่ถูกที่สุด...”

(ที่มาของภาพ http://www.oknation.net/blog/baan-nork/2010/05/23/entry-1)
ยามบุคคลสำคัญปรากฏตัว ไม่ว่านายกรัฐมนตรีหรือฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก ยามเกิดเหตุฉุกเฉิน น้ำท่วมใหญ่หรือภัยพิบัติถล่ม หรือยามมีเหตุการณ์สำคัญๆ อย่างม็อบชนม็อบ หรือการเดินขบวนขับไล่รัฐบาล
ในขณะที่ผู้สื่อข่าวสามารถถอยไปตั้งหลักในพื้นที่ปลอดภัย แล้วรายงานที่สิ่งที่พบเห็นได้จากระยะไกล
แต่คนจำนวนหนึ่งกลับต้องอยู่ “แถวหน้า” ตลอดเวลา เพื่อบันทึกฉากสำคัญชนิด “วินาทีต่อวินาที” หวังเพียงส่งต่อความจริงให้กับผู้อ่าน-ผู้ชมมากที่สุด คนกลุ่มนั้นก็คือ “ช่างภาพข่าว” ที่หนึ่งในนั้นคือ “ช่างภาพนิ่งหนังสือพิมพ์”
แต่ความเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้ “สื่อสิ่งพิมพ์” ซึ่งเป็นดั่งหม้อข้าวของช่างภาพนิ่ง กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยมี “สื่อออนไลน์” เข้ามาแทนที่ ก็เป็นปัจจัยที่บีบบังคับกลายๆ ให้ช่างภาพเหล่านั้น ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด
ราชดำเนิน ไปพูดคุยกับ 3 ช่างภาพ เพื่อทำความเข้าใจ ทั้งแง่มุมการใช้ชีวิต การทำงาน ทัศนคติ ประสบการณ์
รวมถึงวิธีการปรับตัว เพื่อรองรับกับ “ความเปลี่ยนแปลง” ที่ช่างภาพนิ่งหนังสือพิมพ์ไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

(กิตติ วงศ์ใบแก้ว)
1.
“ช่างภาพไทยเป็นงานที่ถูกที่สุด!”
“กิตติ วงศ์ใบแก้ว” หรือพี่เจี๊ยบ ไทยรัฐ ช่างภาพอารมณ์ดี ประจำทำเนียบรัฐบาล เปิดบทสนทนาด้วยข้อความชวนสงสัย
เขาทำงานเป็นช่างภาพมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ยังใช้กล้องฟิล์ม โดยรุ่นพี่สอนวิธีการทำงานว่า เวลาถ่ายรูปต้องมีสติ แล้วนับไว้ในใจเสมอว่าถ่ายไปกี่รูปแล้ว จาก 36 รูป ยังเหลือกี่รูป เวลามีเหตุฉุกเฉินจะได้เหลือฟิล์มไว้ถ่าย หรือกะเวลาเปลี่ยนม้วนฟิล์มได้ทัน
“อย่างเช่นจู่ๆ มีคนปีนขึ้นไปบนต้นไม้แล้วกำลังจะกระโดดลงมา เราก็ต้องประเมินว่ามันเกิดอะไรได้หลายอย่าง อาจจะตกลงมา หรือมีคนขึ้นไปช่วยเราต้องถ่ายรูปอะไรบ้าง หน้าคนปีน หน้าคนไปช่วย แล้วจะเปลี่ยนฟิล์มตอนไหน”
เขากล่าวว่า หัวใจสำคัญในการทำงานของช่างภาพ ก็คือการ “รอคอย” บางทีรอทั้งวัน เพื่อให้ได้ถ่ายแค่ 5 นาที แต่ความสำคัญมันอยู่ตรงนี้ คือเรารอเพื่อจะได้ถ่ายใน 5 นาทีนั้น แล้วได้รูปที่ดีที่สุด
ทุกๆ วัน เขาและเพื่อนพี่น้องช่างภาพจะเอาผลงานในหน้าหนังสือพิมพ์มาคุยข่มกันว่า วันนี้รูปใครดีกว่ากัน
“แต่หนังสือพิมพ์รายวัน วันนี้คุณอาจจะชนะ พรุ่งนี้คุณอาจจะแพ้ เพราะบังเอิญคุณเข้ามุมผิด แล้วเขาอยู่มุมที่ดีกว่า เขาก็ได้ภาพดีกว่า”
เหลือบมอง “อุปกรณ์คู่กาย” ของช่างภาพมือเก๋ารายนี้ ปัจจุบันเป็นกล้องดิจิทัล ยี่ห้อ Nikon รุ่น D200 ริ้วรอยผ่านการใช้งานหนักหน่วงดูเข้มขลัง แต่ถ้าพูดด้านเทคโนโลยีปัจจุบัน กล้องรุ่นนี้นับว่าสุดจะล้าสมัย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมจะสู้กล้องรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้อยู่แล้ว
“อุปกรณ์ถ่ายภาพมีความสำคัญ อย่างที่บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ มาเยือนไทยช่วงต้นปีนี้ แล้วโอบามาก็มาที่ทำเนียบตอนค่ำ พี่ใช้กล้อง Nikon รุ่น D200 เปิด ISO 800 ในขณะที่คนอื่นใช้กล้อง Canon รุ่น 7D เปิด ISO 4000 เขาถ่ายภาพมาเหมือนถ่ายตอนกลางวัน แถมละเอียด แต่ของพี่ต้องลุ้นแล้วลุ้นอีก”
แต่สิ่งที่ “กิตติ” นำมาชดเชยความเสียเปรียบด้านอุปกรณ์ ก็คือ “ประสบการณ์” โดยเฉพาะการเลือกมุมยืนเพื่อให้ได้รูปที่ดีที่สุด ไม่เช่นนั้นจะได้แต่รูปที่ใช้ไม่ได้เลย
“บางทีมีคนมาถามว่ารูปไม่เห็นสวยเลย เหมือนภาพจะเบลอหลุดโฟกัสไปด้วยซ้ำ แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังกว่าจะได้มาแต่ละภาพ ต้องแย่งกันขนาดไหน เหมือนภาพ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จับมือกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร (ตอนไปสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้นปี 2556) ถ้าไม่มีทักษะหรือเลนส์ไม่ดี รับรองว่าเรียบร้อย ดังนั้นคนอื่นอาจจะมองว่าห่วยแตก แต่เราก็พยายามทำดีที่สุดเท่าที่จะได้ในเวลานั้น”
กิตติเล่าถึงเบื้องหลังการทำงานที่หลายครั้งต้องเบียดแย่งกันถ่ายภาพแหล่งข่าวจนเกือบชุลมุน ว่า ช่างภาพข่าวต้องกระตือรือร้นที่จะสร้างผลงาน อย่างพี่พร้อมสู้ทุกสภาวะที่เขาแข่งกัน แม้อุปกรณ์เราไม่สู้ แต่เราต้องทำให้ได้ เพราะเวลาถ่ายภาพเหมือนออกรบ มันต้องสู้กัน ได้ไม่ได้ต้องเบียดก่อน เพื่อให้ได้ภาพข่าวที่สมควรจะได้
“เวลาถ่ายภาพ เราสู้กันเหมือนจะต่อยกัน จบงานก็ไปกินข้าวกันเหมือนเดิม แต่เวลางานมันยอมกันไม่ได้ ไม่มีใครยอมกันหรอก!” เขาเล่าถึงบรรยากาศในการทำงาน ที่บางเวลาเป็นราวกับสมรภูมิ แต่ในฐานะมืออาชีพ เมื่อจบแล้วก็คือจบ
กิตติยังกล่าวว่า ช่างภาพทุกคนก็อยากได้อุปกรณ์ดีๆ เหมือนช่างภาพเครือโพสต์ ที่ออฟฟิศจะเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ยกชุดทุก 5 ปี แต่ออฟฟิศอื่นทำแบบนั้นให้ไม่ได้ ดังนั้น หากจะแข่งกันด้านคุณภาพ-ด้านเทคนิค มันย่อมสู้กันไม่ได้อยู่แล้ว
ก่อนจะเฉลยเบื้องหลังคำพูดชวนฉงนข้างต้น ที่ว่าช่างภาพไทยเป็นงานราคาถูกที่สุดว่า...
“ทุกคนก็อยากได้อุปกรณ์ดีๆ เราจะได้ทำภาพดีๆ แต่ฐานเงินเดือนของเรามันยังน้อย มันก็ต้องหาจ็อบ หาอย่างอื่นทำ ถ้าเงินดีเราก็จะทำงานอย่างเดียว สร้างงานอย่างเดียว อย่างสำนักข่าวต่างประเทศ ค่าตอบแทนสูง ชีวิตก็ถ่ายแต่รูปอย่างเดียว เขาก็สร้างสรรค์งานดีๆ ออกมาได้ต่างกับช่างภาพไทย ที่เป็นงานที่ถูกที่สุด”
ก่อนจาก พี่เจี๊ยบได้กล่าวถึงอนาคตของสื่อสิ่งพิมพ์ไทย ที่ต้นสังกัดตนเองเป็นเบอร์หนึ่งของวงการ ว่า “ต่อไปนี้ หนังสือพิมพ์คงจะอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ สื่อดิจิทัลจะมามีบทบาทมากขึ้น เห็นได้จากการที่ช่างภาพหลายๆ คนเริ่มปรับตัวด้วยการแข่งกันอัพภาพขึ้นเว็บไซต์ ขึ้นเฟซบุ๊ค ผมจึงมองว่าหนังสือพิมพ์กำลังถดถอยลงนะ”
ในสุ้มเสียงส่งท้าย คล้ายมีความกังวลใจบางอย่างซ่อนอยู่

(ฉลาด จันทร์เดช)
2.
“กองทุนเพื่อเพื่อน for friends” ของชมรมช่างภาพการเมือง เกิดขึ้นภายหลัง ช่างภาพเครือเนชั่นรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่ถ่ายภาพเหตุทหารปะทะกับคนเสื้อแดงบริเวณถนนราชปรารภ เมื่อกลางปี 2553 โดยมี “ฉลาด จันทร์เดช” หรือน้าหลาด มติชน ในฐานะประธานชมรมช่างภาพการเมือง เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ
การชุมนุมทางการเมืองครั้งนั้น “ช่างภาพนิ่ง” หลายคนต้องไปปฏิบัติหน้าที่อยู่แถวหน้า โดยต่างคนต่างรู้แก่ใจว่ามี “ความเสี่ยง” จะเกิดเหตุไม่คาดคิดกับตนได้ทุกเมื่อ
ฉลาด เล่าว่า หลังเหตุการณ์ 10 เม.ย.2553 เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่า มีการใช้อาวุธตอบโต้กัน แม้เราจะทำงานกับทหาร แต่ก็รู้ว่ามีความเสี่ยงสูง จึงมีการร้องขออุปกรณ์อย่างเสื้อเกราะ หมวกป้องกันศีรษะจากต้นสังกัด ซึ่งพวกเขาก็ยินดีจัดให้ พอกลางเดือน พ.ค.2553 เมื่อปฏิบัติการกระชับพื้นที่เริ่มต้น ก็มีการใช้อาวุธหนักยิงเข้าใส่กัน ทั้งปืน-ระเบิด
“ตอนนั้นทำงานยากมาก สื่อกับทหารก็เสี่ยงพอๆ กัน แต่เราไม่มีอาวุธ เรามีแค่กล้อง ต้องคอยหลบหลีกให้เป็น ใช้วิจารณญาณของตัวเองว่าตรงนี้จะปลอดภัยไหม แล้วเราจะใช้อุปกรณ์แบบไหนเพื่อถ่ายภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เพราะเราเข้าไประยะประชิดไม่ได้ เข้าไปก็อันตราย ดีที่เราเข้าไปพร้อมทหาร เขาก็ให้คำแนะนำวิธีดูแลตัวเอง คือให้ตามเขาไป อย่าไปก่อนหน้า เราเป็นสื่อมืออาชีพ ก็อยากจะได้รูปที่ดีที่สุดมานำเสนอ”
อย่างไรก็ตาม การทำงานแบบเอาชีวิตเข้าเสี่ยง กลับถูกมองด้วยสายตาไม่เข้าใจจากใครบางคน ที่ตำหนิกลางวงประชุมว่า คุณไม่จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้น จะเข้าไปในพื้นที่ทำไม?
“ผมก็สวนกลับว่า ทุกวันนี้ที่เรามีภาพมานำเสนอ ก็ไม่ใช่เพราะพวกเราเหรอ!”
ช่างภาพมือเก๋าที่ทำงานมาจนเหลืออีกไม่กี่ปีจะเกษียณอายุ ยังเล่าว่า ตอนสลายการชุมนุม ในช่วงที่ปะทะกัน เราจะไม่เห็นนักข่าวหรอก จะมีแต่พวกช่างภาพ ผมยืนยันได้ว่า ช่างภาพเป็นอาชีพที่เสี่ยงมากที่สุด เพราะในสถานการณ์แบบนั้น มีแต่ช่างภาพเท่านั้นที่เข้าไป เพื่อนำภาพในเหตุการณ์จริงมานำเสนอต่อสาธารณชน
ฉลาดใช้คำว่า “ฮีโร่” กับช่างภาพมืออาชีพทุกคน
พร้อมขยายความว่า “ในสถานการณ์ปกติ เราอาจเป็นเบอร์สอง (รองจากนักข่าว) แต่ในสถานการณ์สำคัญๆ เราคือเบอร์หนึ่งเสมอ”
ทุกวันนี้กองทุนเพื่อเพื่อน for friends ยังมีกิจกรรมในการ “ช่วยเหลือช่างภาพที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่” ตามวัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง โดยล่าสุด กลางเดือน มี.ค.2556 ก็เพิ่งจัดคอนเสิร์ตระดมทุนเพื่อช่วยเหลือ “สกล สนธิรัตน์” หรือพี่เอ๋ เนชั่น ที่วูบหมดสติระหว่างทำงานอยู่ที่รัฐสภา
ในโอกาสที่เราได้สนทนากัน “ฉลาด” ยังกล่าวถึงการปรับตัวของช่างภาพมนยุคสังคมออนไลน์ ว่า ช่างภาพก็ต้องใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ต่อการนำเสนอข่าวด้วย อาจเห็นตัวอย่างได้จากช่างภาพเครือเนชั่น ที่นอกจากถ่ายภาพนิ่ง ยังต้องมาถ่ายคลิปวีดีโอด้วย ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าการทำ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน บางครั้งก็ทำให้ตัดสินใจพลาด มีหลุด บางช็อตที่ควรจะถ่ายด้วยภาพนิ่ง แต่ในมือกลับยังถือกล้องถ่ายคลิปวีดีโออยู่
ถามถึงอนาคตที่มีคนพูดว่าอีกไม่เกิน 10 ปี หนังสือพิมพ์ต้นสังกัดของช่างภาพนิ่งหลายๆ แห่ง อาจจะตาย ?
ประธานชมรมช่างภาพการเมือง กลับมองต่างออกไป “อาชีพช่างภาพหนังสือพิมพ์คงจะไม่ตาย แต่เราต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเติม แม้วันนี้ต้องถ่ายทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ แต่มันก็ยังเป็นอาชีพของช่างภาพอยู่ดีผมเคยบอกน้องๆ อยู่เสมอว่า เราต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์พวกนี้ ต้องทำตัวเองให้มีคุณค่ามากขึ้น เราต้องเป็นมือโปร เป็นมืออาชีพ”
น้าหลาดทิ้งท้ายกับเราด้วยสายตาที่ยังเปล่งประกายไปด้วยความหวัง

(นันทสิทธิ์ นิตย์เมธา)
3.
เมื่อเอ่ยถึงองค์กรสื่อที่จับกระแสเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ไว และมีการหยิบมาใช้กับการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด หนึ่งในนั้นย่อมไม่พ้นสื่อ “เครือเนชั่น”
และเมื่อกระแส “สื่อออนไลน์” ถาโถม ทำให้เครือเนชั่นที่มี “สื่อออฟไลน์” ทั้งหนังสือพิมพ์และแมกกาซีนหลายฉบับ ต้อง “ปรับตัว” ก่อนใคร
“นันทสิทธิ์ นิตย์เมธา” หรือพี่อ๊อฟ บรรณาธิการศูนย์ภาพเนชั่น เล่าถึงสาเหตุที่ช่างภาพเครือเนชั่น ต้องทำงานแบบ 2 in 1 คือถ่ายทั้ง “ภาพนิ่ง” และ “คลิปวีดีโอ” ว่า ราว 5 ปีที่แล้ว สุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการบริษัทเครือเนชั่น มองว่าการส่งช่างภาพนิ่งและช่างภาพทีวีไปทำงานเดียวกัน เป็นการใช้บุคลากรทับซ้อน จึงคิดนโยบายที่จะให้ช่างภาพนิ่งถ่ายวีดิโอได้ด้วย
“ก็เป็นธรรมดาที่จะมีแรงต้านออกมา โดยส่วนตัวตอนนั้นผมเองก็ไม่เห็นด้วย แม้จะใช้คำว่าช่างภาพเหมือนกัน แต่ว่ามันคือคนละศาสตร์ ช่างภาพส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะวิธีคิดของภาพนิ่งก็คือ one shot ส่วนภาพเคลื่อนไหวต้องมองภาพเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่อง ก็มีแรงต่อต้านกันเป็นปี”
นันทสิทธิ์ เล่าว่า จนวันหนึ่งคุณสุทธิชัยบอกว่า ไม่ได้ นี่คือจุดเปลี่ยนของช่างภาพในยุคดิจิทัล ที่ช่างภาพต้องรู้จักใช้โซเชียลมีเดีย คุณสุทธิชัยบอกว่าช่างภาพต้องใช้ทวิตเตอร์ ใช้เฟซบุ๊กเป็น เราก็ไปลองทำ ตั้งแฟนเพจ Nation Photo ขึ้น แล้วช่างภาพก็มาลองถ่ายวิดีโอด้วย ก็เริ่มเห็นข้อจำกัดบางอย่างว่า ในเหตุการณ์หนึ่งๆ ถ้าช่างภาพต้องทำทั้ง 2 อย่างให้ได้ดี มันไม่สามารถเป็นไปได้
“คนเราจะทำอะไรทั้ง 2 อย่างให้ดีในเวลาเดียวกัน พร้อมกัน ไม่มีทางแน่นอน ตอนนั้นเรารู้สึกว่ามันมีความจำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอ แต่พอได้ทำไปก็เริ่มเห็นว่ามันเข้ามาเติมเต็มในบางส่วนที่เราขาด”
เขายกตัวอย่างว่า วันนี้ช่างภาพไปอยู่ในที่เกิดเหตุที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่กำลังล้อมจับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ช่างภาพส่งภาพตอนเจ้าหน้าที่กำลังล้อมจับมาให้ก่อน 1 รูป ผ่านไปสักพักหนึ่ง เริ่มมีการยิงปะทะกัน ภาพตรงนี้อาจได้เป็นภาพนำแล้ว หลังจากเหตุการณ์สงบ พอจับผู้ร้ายได้แล้ว ก็ได้อีกภาพหนึ่ง แต่ถ้าบนหน้าหนังสือพิมพ์ อาจจะต้องเลือกจากสามเหตุการณ์นี้แค่ 1 ภาพ
“เพราะแต่ก่อนเราถ่ายภาพข่าวมาได้ใช้มากสุดคือ 1 รูป ในเครือเนชั่นมีสามเล่ม กรุงเทพธุรกิจ เดอะเนชั่น คมชัดลึก เต็มที่ก็ได้ใช้แค่ 3 รูป แต่ ณ วันนี้ ผมจะใช้กี่รูปก็ได้ เพราะว่าผมนำเสนอบนโซเชียลมีเดีย
“นอกจากนี้สำหรับหนังสือพิมพ์ในเครือเนชั่น ตอนนี้เรามีแอพพลิเคชั่น iSnap ให้ใช้มือถือสแกนบาร์โค้ด ก็จะมีภาพชุดนำเสนอ นี่ทำให้เห็นว่า ภาพของเราถูกใช้งานมากขึ้น ดังนั้นแทบทุกๆ ภาพสามารถถูกเผยแพร่ได้ ไม่ถูกทิ้งขว้าง หรือแค่ถูกเก็บเข้าดิจิตอลไลบรารี่”
สำหรับเรื่องการถ่ายวิดีโอควบคู่ไปด้วยในเหตุการณ์หนึ่งๆ เขากล่าวว่า คงยากที่จะทำทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกันได้ดี แต่เป็นทิศทางที่ต้องเดินต่อไปข้างหน้า ซึ่งในที่สุดก็เห็นว่าภาพวิดีโอเป็นอีกส่วนที่มาเติมเต็มในสิ่งที่ภาพนิ่งไม่มี
“เราพบว่างานบางอย่างจำเป็นต้องเป็นภาพเคลื่อนไหว อย่างเช่นงานแถลงข่าว ภาพนิ่งอาจไม่มีอะไรมาก เป็นแอ็คชั่นคนนั่งแถลงข่าว แต่ภาพวีดิโอคือไฮไลต์ เพราะฉะนั้นในบางงาน ภาพเคลื่อนไหวคือพระเอก ในบางงาน ภาพนิ่งคือพระเอก แต่ทั้งสองส่วนนี้ในยุคโซเชียลมีเดีย มันมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกันดังนั้นงานแบบนี้แทนที่จะส่งคนไป 2 คน ไปคนเดียวจะดีกว่า เพราะตอนนี้ช่างภาพทำได้ทั้งสองอย่างแล้ว”
เขายังอธิบายอีกว่า การทำ 2 อย่างพร้อมกัน สำคัญอยู่ที่ “การวางแผน” และ “การจัดการ”
“ทุกวันนี้เทคโนโลยีใหม่ก็พัฒนาไปมาก โดยเฉพาะกล้องภาพนิ่ง DSLR ที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ ดังนั้นประเด็นสำคัญของการทำงานของเนชั่นทุกวันนี้ คือการวางแผนและการจัดการ ว่าเราจะเลือกใช้อุปกรณ์อะไรให้เข้ากับลักษณะงานของเรา ที่สามารถให้เราทำได้ทั้ง 2 อย่าง รวมไปถึงการรายงานบนโซเชียลมีเดียได้ด้วย”
อย่างไรก็ตาม ถามว่าภาพนิ่งบนหน้าหนกำลังจะตายไปแล้ว “นันทสิทธิ์” กลับเชื่อว่า คงไม่ตายง่ายๆ
“ถามว่า ณ วันนี้ภาพนิ่งตายไปแล้วหรือ ผมว่าไม่ใช่ ภาพนิ่งกลับยังไม่ตาย ทุกวันนี้บนเฟซบุ๊ก เราแชร์ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ เชื่อหรือเปล่าว่าคนแชร์ภาพนิ่งมากกว่าวิดีโอ เพราะภาพนิ่งมันดึงคนอ่านเข้าไปสู่คอนเทนต์”
กับคำถามที่ว่าวันนี้เครือเนชั่นเป็นผู้นำด้านนี้ใช่หรือไม่ เขาให้คำตอบว่าเรื่องแบบนี้ผู้อ่านน่าจะเป็นคนตอบได้ดีกว่า
“เราสร้างแฟนเพจ Nation Photo เมื่อ 4-5 ปีก่อน จากที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก เราโพสต์ภาพนิ่ง ต่อมาก็มีวีดิโอตามขึ้นไป เราเปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมของผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร เพราะจากเดิมที่เขาอ่านจากหน้าหนังสือพิมพ์ วันนี้เขาอ่านผ่านจอ นี่คือทิศทางความเปลี่ยนแปลงของผู้อ่านที่เราต้องปรับการนำเสนอเนื้อหาให้สอดคล้องกัน ผมคิดว่าทุกคนในวงการรู้คำตอบดีว่า ใครคือผู้เริ่มก้าวขึ้นมาในทิศทางนี้ เพราะสำหรับตอนนี้ เนชั่นเราไม่ได้แค่ทดลองทำ แต่เราทำจริง และต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าดิจิทัลทีวีกำลังจะมา ช่างภาพเนชั่นเรามั่นใจว่ากำลังเดินไปสู่จุดไหน”
บรรณาธิการภาพหนุ่มเครือเนชั่นรายนี้ กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ.
- เขียนโดย เสกสรร โรจนเมธากุล
(เดิมชื่อบทความ "ชีวิตไม่นิ่งของช่างภาพนิ่ง จากฟิล์มสู่ยุคดิจิตอล" เผยแพร่ครั้งแรกในจุลสารราชดำเนิน ฉบับที่ 26 ประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน 2556)
