กม.ตั้งกองทุนช่วยเหลืออดีต ส.ส.-ส.ว.มีผลบังคับใช้แล้ว
พ.ร.บ.ตั้งกองทุนเพื่ออดีตสมาชิกรัฐสภา มีผลบังคับใช้แล้ว ช่วยอดีต ส.ส.-ส.ว. ทั้งรักษาพยาบาล-ทุพพลภาพ-ให้ทุนศึกษาบุตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 มีผลบังคับใช้แล้ว หลังประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2556 ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ดังกล่าว คือให้มี “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ใน 6 กรณี ประกอบด้วย 1.จ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ 2.จ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล 3.จ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ 4.จ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม 5.จ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีให้การศึกษาบุตร และ 6.สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภากำหนด
ทั้งนี้ "ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา" ให้หมายรวมถึงผู้ที่เคยเป็น ส.ส.และ ส.ว.ทุกคน
สำหรับแหล่งที่มาของทรัพย์สินกองทุน จะมีจากหลายแหล่ง อาทิ เงินประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินอุดหนุนคนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณประจำปี เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด ฯลฯ
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการกองทุนฯ ซึ่งมีประธานรัฐสภาเป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย การบริหาร การใช้จ่าย การจัดหาระดมทุน การออกระเบียบที่เกี่ยวข้องการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ฯลฯ เกี่ยวกับกองทุนฯ
รายละเอียดการดำเนินการของกองทุนฯ มีอาทิ สมาชิกรัฐสภาซึ่งได้ส่งเงินเข้ากองทุน มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด โดยให้นำระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งการเป็นสมาชิกรัฐสภาของผู้นั้นมาคิดคำนวณด้วย, ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภายังมีสิทธิขอรับเงินเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจากกองทุน, ในกรณีผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาถึงแก่กรรมให้คู่สมรส บุตร บิดามารดา ฯลฯ เป็นผู้มีสิทธิขอรับเงินจากกองทุนฯ, การจ่ายเงินจากกองทุนฯ เพราะเหตุทุพพลภาพให้จ่ายให้แก่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเพราะป่วยเจ็บทุพพลภาพซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าไม่สามารถทำงานต่อไปได้, ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนฯ ในกรณีการให้การศึกษาบุตรสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึงปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงคนที่หนึ่งและคนที่สอง ฯลฯ
