สตง. เบรกจ่ายเงินคูปองส่วนลดเครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำท่วม 2,000 บาท

สตง. ร่อนหนังสือถึง “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” สั่งชะลอจ่ายเงินคูปองส่วนลดเครื่องใช้ไฟฟ้าน้ำท่วม 2,000 บาท ระบุนำเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานมาใช้ ส่อขัดวัตถุประสงค์ ขั้นตอนทำงานสุดหละหลวมไร้กฎเกณฑ์?
โครงการมหกรรมสินค้าเบอร์ 5 เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยด้วยการมอบคูปองส่วนลดซื้อสินค้าประหยัดพลังงาน มูลค่า 2,000 บาท วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นหนึ่งในโครงการของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่นำมาใช้บรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา แต่ภาพรวมการดำเนินงานโครงการฯ นี้ กับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่า ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และถูกร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาในขั้นตอนการดำเนินงานจำนวนมาก
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ตรวจสอบพบว่า ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือ เลขที่ ตผ 0012/2481 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 ถึงนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เพื่อแจ้งผลการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณโครงการมหกรรมสินค้าเบอร์ 5 เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยด้วยการมอบคูปองส่วนลดซื้อสินค้าประหยัดพลังงาน มูลค่า 2,000 บาท วงเงิน 2,000 ล้านบาท
โดยเบื้องต้น สตง. เห็นสมควรให้มีการชะลอการเบิกจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่ร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการฯ นี้ไว้ก่อน และให้พิจารณาทบทวนการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งนำมาใช้ตามโครงการฯ นี้จำนวน 2,000 ล้านบาท เนื่องจากขัดวัตถุประสงค์ ส่วนเงินที่เบิกจ่ายไปแล้ว เห็นสมควรเสนอรัฐบาลให้จัดสรรงบประมาณส่วนอื่นมาชดเชยต่อไป
สตง. ระบุในหนังสือว่า โครงการฯ นี้ มีวัตถุประสงค์ สนับสนุนช่วยเหลือ ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในการซื้อหาอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคครัวเรือน ซึ่งตามเอกสารสัญญาสนับสนุนโครงการที่จัดทำขึ้นระหว่างกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กับมูลนิธิอนุรักษ์พลังงานแห่งประเทศไทย ระบุว่า การจัดสรรเงินกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานให้ พพ. ดำเนินโครงการฯ นี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 25(2) แต่กรรมการและเลขานุการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน แจ้งว่า เป็นไป ตาม พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 25 (3) (ก)
สตง. พิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อดำเนินโครงการฯ นี้ ยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่กำหนดไว้ ใน พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 25 (2) และ (3) (ก) รวมทั้งยังพบว่า การดำเนินงานโครงการยังไม่รัดกุม บางขั้นตอน ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ สำหรับผลการดำเนินงานมีแนวโน้มไม่ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
จากการตรวจสอบยังพบว่า คณะกรรมการกองทุน ได้จัดสรรเงินให้กับ พพ. ซึ่งเป็นส่วนราชการ เป็นหน่วยงานดำเนินโครงการ แต่ตามมาตรา 25 (2) ระบุไว้ว่า เป็นการจัดสรรเงินให้เอกชน สำหรับการลงทุนและดำเนินงานในการอนุรักษ์พลังงาน แต่ตามวิธีการดำเนินงานโครงการฯ นี้ มิใช่ เป็นการลงทุนและดำเนินงานในการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งตาม พ.ร.บ. มาตรา 3 หมายความว่า ผลิตและใช้ พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัด แต่การดำเนินโครงการฯ นี้ เป็นการนำเงินในรูปแบบคูปอง ส่วนลดไปแจก กรณีนี้จึงไม่อาจถือได้ว่า เป็นการจัดสรรเงินที่สอดคล้อง หรือเป็นไปตามมาตรการ 25(2)
“คณะกรรมการกองทุนฯ ได้จัดเงินให้ พพ. ซึ่งเป็นส่วนราชการ เป็นไปตาม (3) แต่ต้องพิจารณาต่อไปว่า วัตถุประสงค์ และวิธีการดำเนินโครงการสอดคล้องหรือเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ ซึ่งจากการพิจารณา คำนิยามดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ตาม (ก) โครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานจึงหมายถึง โครงการทางด้านการผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด แต่จากวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินโครงการฯ นี้ เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือประชาชน ผู้ประสบอุทกภัย โดยการแจกคูปอง (เงินสด) เป็นส่วนลดซื้อสินค้าประหยัดงาน ผ่านทางมูลนิธิ โดย พพ.ทำสัญญาให้มูลนิธิ เป็นผู้ดำเนินการแทนแทบทุกขั้นตอน และไม่ปรากฏว่า พพ. ได้ดำเนินการทางด้านการผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัดโดยตรง กรณีจึงยังไม่อาจถือได้ว่า คณะกรรมการกองทุน จัดสรรเงินเป็นไปตาม มาตรการ 25(3)เช่นกัน” สตง.ระบุ
สตง. ยังระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ตามเหตุผลความจำเป็นในการดำเนินโครงการฯ ยังได้ระบุไว้ชัดเจนว่า เหตุที่ต้องจัดทำโครงการฯ นี้ เนื่องจากเกิดอุทกภัย ฉะนั้น จึงเห็นว่าโครงการฯ นี้ มีเจตนา ช่วยเหลือเยียวยาว ผู้ประสบภัย เป็นสำคัญ มิใช่เป็นโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานหรือโครงการ ที่เกี่ยวกับการป้องกัน และแก้ไข ปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการอนุรักษ์พลังงาน
“โครงการฯ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เป็นเรื่องที่ควรเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่การจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือ หรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุนักรักษ์พลังงาน เท่านั้น”
นอกจากนี้ ขอบเขตวิธีการดำเนินโครงการที่กำหนดไว้ ในเอกสารของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ของ พพ. สตง. ระบุว่า ไม่ปรากฏว่า มีการกำหนดรายละเอียด วิธีการปฏิบัติงานที่รัดกุมและชัดเจน เช่น คุณสมบัติผู้จำหน่ายหรือร้านค้า ผู้มีสิทธิได้รับคูปอง ขอบเขตหรือหลักเกณฑ์ การนำคูปองไปใช้ ที่สำคัญไม่การกำหนดให้มีการบันทึกข้อมูลผู้นำคูปองมาใช้ อาทิ ชื่อ ที่อยู่ ใบเสร็จรับเงิน ที่ผู้จำหน่ายหรือร้านค้านำมาขอเบิกจ่ายเงินไม่ระบุชื่อผู้ซื้อก็ได้ และไม่พบว่า ได้กำหนดให้มีการติดตามประเมินผลสำเร็จในการดำเนินโครงการด้วย
สตง. ยังระบุด้วยว่า พพ. ได้แจกคูปองผ่านมูลนิธิอนุรักษ์พลังงาน ไปยังประชาชนผู้ประสบอุทกภัย โดยทำสัญญาให้มูลนิธิเป็นผู้ดำเนินการแทน ตั้งแต่การประสาน กับหน่วยง่านที่เกี่ยวข้อง การพัฒนา ระบบสารสนเทศการจัดเก็บข้อมูล การรวบรวมตรวจสอบความถูกต้องของใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงิน การเบิกจ่ายเงิน การโอนเงินให้ร้านค้าหรือ ผู้จำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ การบันทึกข้อมูลรายละเอียด ทั้งหมดที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายคูปองและการเบิกจ่ายเงินกับร้านค้า และรับผิดชอบในการจัดเก็บคูปอง สำเนาใบเสร็จรับเงิน เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
“การที่ พพ. มอบอำนาจให้มูลนิธิฯ เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐาน ในขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินให้ร้านค้าหรือผู้จำหน่าย และโอนเงินให้ร้านหรือ ผู้จำหน่าย สตง. เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่อาจไม่มีความเคร่งครัด ละเอียด รอบคอบ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิไม่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายเหมือนข้าราชดาร กรณีดังกล่าว ส่งผลก่อให้เกิดความเสี่ยงและเป็นช่องทางให้ร้านค้าหรือผู้จำหน่ายสามารถแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบได้”
สตง.ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลตั้งความหวังไว้ว่า จะสามารถส่งเสริมการใช้อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงได้ได้กว่า 1 ล้านอุปกรณ์ หรือกระตุ้นให้เกิดการซื้อหรือการลงทุนประมาณ 40,000 ล้านบาท และเกิดผลประหยัดพลังงาน 600 ล้านหน่วยต่อปี แต่ สตง.ตรวจสอบพบว่า ผู้ประสบอุทกภัยตามประกาศกรมป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (ปภ.) หรือผู้แทนที่สามารถนำหลักฐานการแสดงตนไปรับคูปองได้ การใช้คูปองมิได้กำหนดเฉพาะสิทธิ เมื่อรับมาแล้ว ผู้รับจะนำไปให้ผู้อื่นใช้ต่อไปสามารถทำได้ หรือจะไม่ใช้สิทธิ์ก็ได้
“ กรณีดังกล่าวทำให้คูปอง มีโอกาสเปลี่ยนมือไปสู่ผู้ที่ไม่ประสบอุทกภัยได้ ส่งผลให้ประชาชนที่ใช้คูปอง ส่วนหนึ่ง ไม่ได้เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างแท้ ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์โครงการ และจากผลการดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ภายหลังสิ้นสุดกำหนดเวลาแจกคูปอง รวมทั้ง 2 รอบ แจกคูปองได้จำนวน 878,053 ชุด มูลค่าคูปองที่แจก 1,756,000,000 บาท ซึ่งกระทรวงพลังงาน ให้ข้อมูลว่าจะช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศ 8,000- 9,000 ล้านบาท จึงเห็นว่า ผลการดำเนินโครงการมีแนวโน้ม ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้”
นอกจากนี้ พพ. ยังไม่ได้จัดเก็บรวมรวมข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นต่อการประเมิน ผลสำเร็จของโครงการ ในระดับผลลัพธ์ไว้ทั้งก่อน และหลังดำเนินโครงการ เช่น ชนิด ขนาด ประเภทอุปกรณ์หรือเครื่องไฟฟ้า ที่ผู้ประสบอุทกภัยใช้อยู่ก่อน และที่ใช้คูปองส่วนลดแลกซื้อไป เพื่อทราบข้อมูลปริมาณการใช้พลังงาน ที่ครัวเรือนผู้ประสบภัย ฐานะหรือรายได้ เนื่องจากผู้ประสบอุทกภัยแต่ละครัวเรือน มีฐานะแตกต่างกันรัฐบาลสนับสนุนเงินบางส่วนจึงอาจเป็นข้อจำกัดของผู้ประสบอุทกภัยบางรายไม่สามารถนำคูปองส่วนลดไปใช้ได้ ที่สำคัญไม่มีการกำหนดให้ต้องระบุชื่อที่อยู่ผู้ซื้อในใบเสร็จรับเงินที่ผู้จำหน่ายหรือร้านค้านำมาเป็นหลักฐานการเบิกจ่าย กรณีดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้ที่ใช้สิทธิ์ เป็นผู้มีสิทธิ หรือเป็นผู้ประสบอุทกภัยอย่างแท้จริงหรือไม่ และไม่สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของข้อมูลก่อนหลังดำเนินการได้ โดยเฉพาะปริมาณการใช้พลังงาน จึงไม่อาจทราบได้ว่า จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้อหรือการลงทุน และเกิดผลประหยัดพลังงาน 600 ล้านหน่วยต่อปีได้จริงหรือไม่
ในการนี้ สตง. จึงอาศัยอำนาจ มาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ขอให้ ประธานคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน แจ้งให้ พพ. ชะลอการเบิกจ่ายเงินสนับสนุนโครงการฯ นี้ ให้แก่ร้านค้าไว้ก่อน และทบทวนการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาใช้ในโครงการนี้ ส่วนเงินที่จ่ายไปแล้ว ควรเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณส่วนอื่นมาชดเชย และในโอกาสต่อไป ขอให้คณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาจัดสรรเงินกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ขั้นตอน หลักเกณฑ์การใช้จ่ายที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง
ส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สตง. เห็นว่ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลายหน่วยงาน สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ทั้งจากงบประมาณปกติ งบกลาง หรืองบประมาณเพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินอยู่แล้ว สามารถจัดสรรงบประมาณจากแหล่งต่างๆ มาใช้ได้ และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่า และขอให้ประธานกรรมการกองทุนฯ พิจารณาและแจ้งผลการดำเนินการตามข้อเสนอทั้งหมด ให้ สตง. ทราบภายใน 60 วันด้วย
