คลัง-แบงก์ชาติ เปิดศึก “เงินบาท” กระทบชิ่งเก้าอี้ “ประสาร” !
ความพยายามเขย่าเก้าอี้ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยฝีมือคนในรับบาล มีมาต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน พ.ค.2556
(ซ้าย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล - ขวา กิตติรัตน์ ณ ระนอง)
หลังจากตัวผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ยืนหยัด งัดค้าง และตอบโต้ด้วยหลักวิชาการ ไม่เห็นด้วยกับ ด้วยการลด “ดอกเบี้ยนโยบาย” ให้ต่ำกว่า 2.75% เพื่อลดกระแสเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในไทย จนส่งผลให้ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าขึ้นกว่า 6% ซึ่งรัฐบาลอ้างว่ากระทบต่อผู้ส่งออกอย่างรุนแรง
ไม่เพียงแต่จดหมายตอบโต้เป็นการ "ภายใน" ระหว่าง ธปท.กับกระทรวงการคลัง จากวังบางขุนพรหมถึงถนนพระรามหกที่ดุเด็ดเผ็ดมันเท่านั้น
แต่ ธปท.ยังทำหนังสือรายงานต่อ ครม.ถึงแนวทางในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทว่า การลดดอกเบี้ยไม่ใช่การแก้ไขที่ “ตรงจุด” แต่เป้าใหญ่ๆ คือการสกัดกั้นทุนร้อนที่ไหลเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดพันธบัตร และตราสารทางการเงินรูปแบบต่างๆ โดย “ประสาร” ยังเปิดหน้าท้าชนกับ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง แบบไม่เกรงกลัว
ข้อเสนอของ ธปท.ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลขยาด ซึ่งรู้กันดีว่า ที่ผ่านมาไม่กล้าแตะ "ตลาดทุน"
เพราะ “ตลาดทุน” คือแหล่งเงินสำคัญทางเศรษฐกิจ หากดัชนีชี้วัดนี้ยัง "เขียวยกแผง" แสดงว่าในทางการเมืองสอบผ่าน และจะมีผลไปจนถึงกระสุนดินดำสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า
หวยจึงออกที่ ธปท.ไม่ยอมลดดอกเบี้ย และพร้อมเขี่ย “ประสาร” ไปในทันที ถ้าไม่มี พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข พ.ศ.2551 ที่เป็นเกราะป้องกันการเมืองเข้ามาล้วงลูกช่วยผู้ว่า ธปท.รายนี้ เอาไว้ได้หวุดหวิด
ล่าสุด “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลชุดนี้ โพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวชื่นชมการทำงานของรัฐบาลญี่ปุ่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แล้วกระทบชิ่งมายัง ธปท.ว่าไม่ยอมทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังเนื่องจากมีกฎหมายที่ออกมาหลังยุครัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ทำให้ ธปท.สามารถแยกตัวเป็นอิสระ ต่างคนต่างใช้นโยบาย หรือมีความเชื่อมั่นของตนเอง
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นห่วงว่าตอนนี้เงินจากต่างประเทศไหลเข้าไทยอย่างมากจนน่าวิตก มูลค่าทางตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์รวมกันโตกว่าจีดีพีของประเทศ อาจเกิดปัญหาราคาสินทรัพย์ฟองสบู่ (Asset Pricing Bubble) ถ้ากระทรวงการคลังกับ ธปท.ไม่คิดแก้ปัญหาล่วงหน้าอีก 2-3 ปี ถือว่าอันตราย
ขณะที่วอร์รูมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ตั้งอยู่ใกล้กับห้องนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ณ ตึกไทยคู่ฟ้า จับชีพจรได้ว่า ตัวเลขของ ธปท.ที่เห็น "ไส้ใน" จริงๆ สามารถ สแกน ที่มาของเงินทุนที่ไหลเข้ามหาศาลนั้น ก็คือเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากญี่ปุ่นเป็นสำคัญ ที่เหลือคือเงินร้อนที่หวังกำไรในตลาดหุ้น และมาพักที่ตลาดตราสารหนี้
เงินเหล่านี้หวังเก็งกำไร "สองต่อ" คือกำไรจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์และกำไรจากดอกเบี้ยระยะสั้น กับเด้งที่สองคือกำไรจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นเมื่อแลกเงินดอลลาร์กลับไป และได้รายงานให้วงในรัฐบาลทราบแล้ว
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ยัง "เสียงแตก" บางคนก็สนับสนุนให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยลง 1% ขณะที่ “สมภพ มานะรังสรรค์” จากมหาวิทยาลัยปัญญาภิวัฒน์ แสดงความเห็นว่า การลดดอกเบี้ยรังแต่จะทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นำไปสู่ข้อสังเกตของหลายฝ่าย ว่าจริงๆ แล้วกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ อาจเป็นกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ที่แบ็คอัพรัฐบาลหรือไม่ และไม่มีเครื่องมือทางการคลังที่จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของ ธปท.อีกแล้วจริงหรือ
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ในการประชุม กนง.ในวันที่ 29 พ.ค.2556 จะมีการพิจารณาหาทางลงให้กับ ธปท.และรัฐบาล ที่มีการขัดแย้งกันเรื่องการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง โดยหากมีการลดดอกเบี้ยคงต้องมีการใช้ "มาตรการควบคุมสินเชื่อสถาบันการเงิน" ทั้งเอกชนและรัฐบาล เพื่อป้องกันปัญหาฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้หากมีการลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ก็คงจะไม่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจภาพรวมเหมือนที่ทางธปท.วิตก
แหล่งข่าวกล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ มาอยู่ที่ประมาณ 29.80 บาทต่อดอลลาร์ เกิดจากการที่ ธปท.เข้าไปแทรกแซงจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นระดับที่ผู้ส่งออกพึ่งพอใจ แต่แนวโน้มเงินบาทยังแข็งค่าต่อไป เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก ซึ่ง ธปท.ต้องมีมาตรการออกมารองรับ การหวังพึ่งพาเงินทุนสำรองแทรกแซงตลาดเงินเพียงอย่างเดียวถือว่าไม่พอ และจะทำให้เกิดความเสียหายกับ ธปท.มากขึ้นด้วย
"ที่ผ่านมาคณะกรรมการ (บอร์ด)ของธปท.ซึ่งมีคุณวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน ได้มีการหารือว่า การเข้าไปดูแลแก้ไขเงินบาทมีความเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ โดยเฉพาะที่ค่าเงินบาทที่เคยแข็งค่าผ่านระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งกระทบกับผู้ส่งออกค่อนข้างมาก คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะแสดงผลในไตรมาสที่หนึ่งเพียงเล็กน้อย และแสดงผลมากขึ้น ในช่วงไตรมาสที่สองและที่สาม เพราะการส่งออกมีการสั่งซื้อล่วงหน้านาน 3-6 เดือน" แหล่งข่าวระบุ
อย่างไรก็ตาม ทาง กนง.และรัฐบาลต้องจับตาดูตัวเลขทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2556 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จะประกาศออกมา ก็จะเห็นชัดว่าค่าเงินบาทกระทบกับการส่งออก และเศรษฐกิจของไทยมากน้อยเพียงใด แม้ว่าตอนนี้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่ามาอยู่ระดับในช่วง 29-30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ผู้ส่งออกสามารถทำธุรกิจได้แล้วก็ตาม
ด้าน “พรายพล คุ้มทรัพย์” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความขัดแย้งการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าระหว่างกระทรวงการคลังกับ ธปท. เป็นเรื่องที่ไม่ดี กระทบต่อภาพพจน์ของประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นลดน้อยลงไป แต่ที่ผ่านมาเห็นว่าสามารถตกลงกันได้ระดับหนึ่งช่วยทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง แต่คาดว่าเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น ถ้าเงินบาทแข็งค่าไม่เกิน 29 บาทต่อดอลลาร์ เชื่อว่าทั้งรัฐบาลและ ธปท.จะไม่มีมาตรการอะไรออกมาดูแลเป็นพิเศษ
พรายพล เห็นด้วยกับแนวทางของ ธปท. ที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังขยายตัวได้ดี หากลดดอกเบี้ยต่ำลงไปอีกจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไปโดยที่ไม่จำเป็น ทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่หรือเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป สุดท้ายการแก้ไขปัญหาอาจยากกว่าค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วยซ้ำไป
"ผมเห็นด้วยกับมาตรการที่ ธปท.เสนอต่อกระทรวงการคลังในการดูแลค่าเงินบาทแข็ง โดยมาตรการที่น่าจะดำเนินการมากที่สุด คือการกันสำรองเงินทุนที่ไหลเข้า ในอัตราที่สามารถชดเชยการขาดทุนของ ธปท. จากภาระที่ต้องดูดซับสภาพคล่องในการดูแลเงินบาทแข็งค่า" อาจารย์ธรรมศาสตร์รายนี้กล่าว
พรายพล กล่าวอีกว่า ส่วนตัวแล้วยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลชุดนี้ถึงต้องการให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย แก้ปัญหาค่าเงินเพียงอย่างเดียว ซึ่งรัฐบาลคงมีความเข้าใจในหลักวิชาการที่ผิดพลาด ส่วนจะมีเป้าหมายอื่นใดที่ได้จากการลดดอกเบี้ยหรือไม่ คงไม่สามารถบอกได้
ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทของไทยเชื่อว่ายังแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคยังขยายตัวได้ดี ทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ยิ่งเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นไม่ดี มีการอัดฉีดเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำให้ยิ่งมีเงินไหลเข้าไทยมากและทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ารอบใหม่ได้อยู่ตลอดเวลา
ในมุมของรัฐบาลแล้ว ลึกๆ คือต้องการเปลี่ยนตัว “ผู้ว่าฯ ธปท.” ตั้งแต่ในช่วงที่ “ประสาร” ไม่ยอมเปิดทางให้มีการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่มีถึง 1.8 แสนล้านดอลลาร์ ไปลงทุนเพื่อหาประโยชน์ในต่างประเทศ เช่น ซื้อพันธบัตรต่างประเทศ หรือลงทุนเกี่ยวกับพลังงาน ตามข้อเสนอของฝ่ายรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ติดขัดในข้อกฎหมายจึงไม่สามารถทำได้ และส่วนตัวของ “ประสาร” เอง ก็ไม่กล้าที่จะนำเงินสำรองไปเสี่ยงกับการขาดทุนมากขนาดนั้น
ทำให้รัฐบาลไม่พอใจประสารอย่างมาก นำมาสู่ความระหองระแหงในการทำงาน และเป็นเหตุผลในการกดดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายสุดท้ายของรัฐบาล ยังคงต้องการผลักดันให้คนของตนเองเข้ามาบริหาร ธปท.แทน “ประสาร” แต่ก็ยังทำไม่ได้
เพราะแม้ “กิตติรัตน์” จะมีอำนาจในการเสนอให้ปลดผู้ว่าฯ ธปท. แต่ก็ไม่กล้าทำ เนื่องจากเกรงว่า “ประสาร” จะฟ้องกลับและต้องถูกดำเนินคดีในชั้นศาล
สุดท้ายจึงเกิดปัญหาในเชิงบริหาร กลายเป็น "สงครามเย็น" ของ 2 หน่วยงานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ จะเป็นการต่อสู้ทางวิชาการที่เข้มข้นและการให้ความร่วมมือที่ติดๆ ขัดๆ เช่นเดียวกับการแก้ไขค่าเงินบาท ยังคาราคาซังกันอยู่ในขณะนี้!!!
-----
คำชี้แจงของ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ต่อปัญหาค่าเงินบาท
การแข็งค่าของเงินบาทประมาณ 4% ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนต้องกระจายการลงทุนไปยังประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโต รวมทั้งประเทศไทย ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประมาณ 5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4.2%
- ภาครัฐมีโครงการลงทุนต่างๆ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ในช่วงกลางเดือนเมษายน ค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดถึงประมาณ 6.5% จากต้นปีและแข็งค่ามากในที่สุดในภูมิภาค
- ในช่วงปลายเดือนเม.ย.ถึงต้นเดือนพ.ค. แรงกดดันต่อค่าเงินบาทผ่อนคลายลงบ้างหลังจากที่ค่าเงินบาทแข็งค่าไปมาก เมื่อนักลงทุนเริ่มกังวลว่าทางการอาจมีมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า
- การแข็งค่าของเงินบาทก็มีส่วนช่วยให้คนไทยซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศและใช้น้ามันในราคาที่ถูกลง ช่วยให้เอกชนไทยลงทุนในต่างประเทศได้ด้วยต้นทุนที่ลดลง และช่วยลดภาระหนี้ต่างประเทศ
- การฝืนไม่ให้ค่าเงินเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวลดลง เพราะภาคธุรกิจอาจขาดแรงจูงใจในการปรับตัวตาม
- มูลค่าและปริมาณการส่งออกยังขยายตัวได้ และจากข้อมูลเบื้องต้นของเดือนเม.ย.ที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว ธุรกิจที่บริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีก็ยังสามารถรองรับผลจากการแข็งค่าของเงินบาทได้
- ไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการแข็งค่าของค่าเงินจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวลงมากถึงขั้นวิกฤตแต่อย่างใด
- รัฐบาลจึงควรต้องมีมาตรการเยียวยาธุรกิจขนาดเล็กเช่น การช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง และการประกันสินเชื่อ
- อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ประชาชนก่อหนี้มากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณความร้อนแรงอยู่บ้าง ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ตาม หัวเมืองใหญ่
- ขณะที่สินเชื่อภาคเอกชนยังขยายตัวสูง และหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระยะหลังที่เร่งขึ้นมากมาอยู่ที่ 78 % ของ GDP ทำให้การพิจารณาใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือจำเป็นต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น.
