“กิตติรัตน์” ระบุอำนาจปลดผู้ว่าฯ อยู่ที่บอร์ด ธปท.
ทำเนียบฯ 2 พ.ค.- นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการหารือการแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่ผ่านมากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงบประมาณ มาหลายครั้งว่า จนถึงขณะนี้่ยังไม่ได้ข้อสรุปแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง รวมทั้งการหารือ 3 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ที่มีความเห็นตรงกันว่า ควรลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือหามาตรการอื่น ๆ เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออก
ขณะที่ในส่วนของ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ได้รับข้อเสนอและมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่ผลสรุปที่ได้ไม่เป็นไปตามทิศทางที่ได้หารือร่วมกันก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ เมื่อดูจากผลการแถลงข่าวของ กนง. มีสิ่งที่ตรงกันอยู่ 1 อย่าง คือ แบงก์ชาติจะมีการประสานการทำงานในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ยอมรับว่า ที่ผ่านมา ธปท. ไม่ได้มีการประสานกับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิดตามที่ให้ข่าว เช่น การเสนอแนะให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อใช้เป็นกลไกหนึ่งในการลดการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งกระทรวงการคลังเสนอไปตั้งแต่เงินบาทเคลื่อนไหวที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ จนขณะนี้แข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ จนกระทบผู้ประกอบการมากขึ้น
นายกิตติรัตน์ กล่าวยอมรับว่า เป็นห่วงว่าหากยังไม่มีมาตรการอะไรออกมาเกรงว่าในอนาคตหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกอาจกระทบกลไกระบบเศรษฐกิจได้ และที่ผ่านมาได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพทางการเงินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เริ่มการสอบถามมาตรการดูแลค่าเงินบาทตั้งแต่ระดับผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย จนกระทั่งส่งหนังสือถึง นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสอบถาม ได้รับคำตอบว่า ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ต้องให้สอบถามกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเอง จึงมองว่า เป็นการโยนกันไปโยนกันมา ยิ่งทำให้เป็นห่วงว่าในอนาคตเมื่อเกิดปัญหาที่รุนแรงขึ้นจะไม่เกิดความเสียหายต่อประเทศมากกว่านี้หรือ และมองว่ากลไกการลดอัตราดอกเบี้ย เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยได้ ในทางตรงกันข้าม ธปท.กลับมองว่า การลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงและเป็นผลเสียต่อระบบการเงิน
นายกิตติรัตน์ ย้ำว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้ง ธปท. ไม่ได้มีการรายงานสถานการณ์ค่าบาทและมาตรการดูแลเลย และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจำเป็นต้องทำหนังสือสอบถามผู้ว่าการ ธปท. เสนอเป็นวาระลับเกี่ยวกับมาตรการดูแลค่าเงิน ซึ่ง ผู้ว่าการ ธปท.ได้ตอบกลับว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่ายังไม่กระทบผู้ประกอบการและระบบเศรษฐกิจมากนัก แม้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปแตะระดับ 27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เศรษฐกิจยังเติบโตได้ร้อยละ 4 และการลดอัตราดอกเบี้ยไม่ช่วยให้การไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศในตลาดพันธบัตรลดลง หลังจากได้คำตอบจาก ผู้ว่าการ ธปท. จึงได้มีการรายงานต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นวาระลับเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา
ส่วนกรณีมีกระแสข่าวมีการกดดันและต้องการปลด นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เนื่องจาก ไม่สามารถแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องได้ และไม่ใช้มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวย้ำว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่มีอำนาจในการสั่งปลด ผู้ว่าการ ธปท. แต่อำนาจอยู่ที่มติเสียงข้างมากของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (บอร์ด ธปท.)

